Skip to content

[รีวิว] Can This Love Be Translated? : ยากชะมัด รักภาษาอะไร (2026) | เมื่อภาษาหัวใจหลงทางในเขาวงกตแห่งบุคลิก

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

ในโลกที่ภาษาคือเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังที่สุด มนุษย์เรากลับพบว่าสิ่งที่ยากจะแปลความหมายที่สุดไม่ใช่ภาษาโบราณที่ตายไปแล้ว แต่คือ “หัวใจ” ของคนข้างกาย Can This Love Be Translated? ซีรีส์เกาหลีฟอร์มยักษ์จาก Netflix ประจำปี 2026 เปิดตัวด้วยพล็อตเรื่องที่ชวนให้เรานึกถึงความโรแมนติกของ Lost in Translation ผสมผสานกับความวุ่นวายในวงการบันเทิง ทว่าภายใต้เปลือกนอกที่ฉาบเคลือบด้วยงานภาพสวยหรูระดับซีเนมาติกในโลเคชั่นต่างแดน ซีรีส์เรื่องนี้กลับซ่อนรอยร้าวของบทโทรทัศน์ที่พยายามจะทะเยอทะยานเกินตัว จนทำให้รสชาติที่ควรจะกลมกล่อม แปร่งปร่าลงไปอย่างน่าเสียดาย

หากเราย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น ซีรีส์เรื่องนี้ทำหน้าที่เป็น “กับดัก” ที่หอมหวานได้อย่างยอดเยี่ยม การจับคู่กันของ คิมซอนโฮ ในบท จูโฮจิน ล่ามหนุ่มอัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญหลากภาษา กับ โกยุนจอง ในบท ชามูฮี ท็อปสตาร์สาวผู้เอาแต่ใจ ดูจะเป็นสูตรสำเร็จที่การันตีความฟิน เคมีของทั้งคู่ในช่วงแรกเปรียบเสมือนบทกวีที่ค่อยๆ ร้อยเรียงเข้าหากัน ท่ามกลางบรรยากาศการถ่ายทำรายการเรียลลิตี้ที่ดูสมจริงและน่าติดตาม ผู้ชมถูกชักจูงให้เชื่อว่านี่จะเป็นเรื่องราวของการทลายกำแพงภาษาเพื่อค้นหาความรักที่แท้จริง

ทว่า จุดหักเหที่เปรียบเสมือนการกระชากหน้ากากที่สวยงามทิ้งไป กลับเกิดขึ้นเมื่อซีรีส์ตัดสินใจเล่นกับประเด็นทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนอย่าง Dissociative Identity Disorder (โรคหลายบุคลิก) การปรากฏตัวของ “โดรามี” อีกหนึ่งตัวตนของนางเอกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องจิตใจจากบาดแผลในวัยเด็ก คือจุดที่กราฟความสนุกของเรื่องดิ่งลงอย่างน่าใจหาย

ในมุมมองเชิงวิพากษ์ การสร้างตัวละครที่มีสองบุคลิกโดยที่เจ้าตัวจำไม่ได้นั้น หากทำถึง มันจะกลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีซเฉกเช่น Tyler Durden ในภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง Fight Club ที่บุคลิกซ้อนสะท้อนถึงความโกลาหลและการต่อต้านสังคมที่ซ่อนอยู่ลึกๆ แต่สำหรับ Can This Love Be Translated? การมาถึงของ “โดรามี” กลับไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกุญแจไขปมปริศนาทางใจที่ลึกซึ้งเพียงพอ แต่มันกลับทำหน้าที่เป็นเพียง “อุปสรรคขัดตาทัพ” ที่ทำให้เรื่องราววุ่นวายโดยใช่เหตุ แทนที่จะดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดของการถูกทอดทิ้งและการตามหาตัวตน ซีรีส์กลับเลือกที่จะใช้บุคลิกนี้สร้างสถานการณ์ตลกโปกฮาแบบผิวเผินสลับกับดราม่าที่บีบคั้นเกินจริง จนผู้ชมเริ่มเกิดคำถามว่า เรากำลังดูหนังรักโรแมนติกหรือละครสืบสวนสอบสวนทางจิตเวชที่หลงทางกันแน่

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ตัวละครเอกฝ่ายชายอย่าง จูโฮจิน ที่รับบทโดยคิมซอนโฮ กลับตอกย้ำความรู้สึก “เดจาวู” อย่างรุนแรง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจูโฮจินคือร่างโคลนนิ่งของ “หัวหน้าฮง” จาก Hometown Cha-Cha-Cha ในเวอร์ชันอัปเกรดที่สวมสูทและพูดได้หลายภาษา เขาเป็นดั่งมนุษย์สมบูรณ์แบบที่แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องงานไปจนถึงเรื่องหัวใจ แม้ว่าเสน่ห์ของคิมซอนโฮจะยังคงล้นเหลือและแบกรับเรื่องราวไว้ได้ แต่ความสมบูรณ์แบบที่ไร้รอยขีดข่วนนี้เองที่ทำให้ตัวละครขาดมิติความเป็นมนุษย์ ขาดความเปราะบางที่น่าเอาใจช่วย เมื่อพระเอกเก่งเกินไป ความตึงเครียดของสถานการณ์จึงลดทอนลง เพราะเรารู้อยู่เต็มอกว่า “เดี๋ยวจูโฮจินก็จัดการได้”

ความน่าเสียดายยังลามไปถึงการบริหารจัดการตัวละครสมทบ บทบาทของ ผู้จัดการยงอู และ พีดีชินจีซอน ถูกวางไว้ในตำแหน่งที่กระจัดกระจาย ขาดความต่อเนื่อง และไม่ส่งผลกระทบต่อเส้นเรื่องหลักเท่าที่ควร เหมือนชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกวางผิดที่ผิดทาง ทำให้โครงสร้างโดยรวมของเรื่องดูหลวมและขาดน้ำหนักในช่วงกลางเรื่อง ซึ่งสอดคล้องกับกระแสวิจารณ์จากฝั่งเกาหลีที่มองว่าช่วงตอนที่ 7-10 คือช่วงเวลาที่เนือยที่สุดของซีรีส์

อย่างไรก็ตาม หากเรามองข้ามความขรุขระระหว่างทางและเพ่งพินิจไปที่ “สาร” ที่ผู้กำกับต้องการสื่อในช่วงท้าย บทสรุปของเรื่องยังคงพอจะกู้คืนศรัทธาได้บ้าง การที่ชามูฮีต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายเกี่ยวกับแม่ผู้ให้กำเนิด และการยอมรับตัวตนของ “โดรามี” จนนำไปสู่การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ถือเป็นการคลี่คลายปมที่ทำได้ตามมาตรฐานละครเกาหลี ซีนอารมณ์ในช่วงท้ายที่ทั้งสองพระนางกลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากแยกย้ายกันไปเติบโต แม้จะดูรีบเร่งไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นการปิดฉากที่ “โอเค” ในระดับที่รับได้บทสรุปสุดท้ายของ Can This Love Be Translated? คือภาพสะท้อนของความพยายามที่จะเป็นมากกว่าแค่ละครรักดาดๆ ด้วยการใส่ประเด็นจิตวิทยาที่หนักหน่วงเข้ามา แต่กลับขาดความละเมียดละไมในการปรุงรสให้กลมกล่อม มันคือซีรีส์ที่เริ่มต้นด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะพาเราไปสำรวจภาษาของหัวใจ แต่กลับพาเราหลงทางอยู่ในเขาวงกตของบุคลิกซ้อนที่ชวนสับสน แม้จะไม่ใช่หายนะ แต่ก็ไม่ใช่ผลงานระดับขึ้นหิ้ง เป็นเพียงความบันเทิงระดับ “ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป” ที่ทิ้งไว้เพียงความเสียดายในศักยภาพของนักแสดงนำ และคำถามที่ยังค้างคาใจว่า หากไม่มี “โดรามี” เรื่องราวความรักครั้งนี้ อาจจะถูกแปลความหมายได้งดงามกว่านี้หรือไม่

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole