Skip to content

[รีวิว] The Blues Brothers : 2 กวนผู้ยิ่งใหญ่ (1980) | ภารกิจศักดิ์สิทธิ์บนเส้นทางแห่งเสียงดนตรี

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

ในโลกของภาพยนตร์ มีผลงานเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถหลอมรวมความไร้สาระแบบสุดโต่งเข้ากับจิตวิญญาณทางดนตรีที่ลุ่มลึกได้อย่างแนบเนียนเท่ากับ The Blues Brothers ผลงานการกำกับของ จอห์น แลนดิส ในปี 1980 นี่ไม่ใช่แค่หนังตลกคอเมดี้หรือหนังเพลงทั่วไป แต่มันคือการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมอเมริกันบลูส์และโซล ผ่านการเดินทางที่เต็มไปด้วยเศษเหล็ก ควันปืน และความศรัทธาที่บ้าบอคอแตก ซึ่งเราจะมาถอดรหัสความสำเร็จที่ไม่มีใครลอกเลียนได้นี้กัน

บทสรุปแห่งพันธกิจ: เมื่อความศรัทธามาพบกับความวินาศ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “โจลีเอต” เจค บลูส์ ได้รับการปล่อยตัวจากคุกด้วยความช่วยเหลือของ เอลวูด บลูส์ น้องชายผู้นิ่งขรึม สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการไปเยี่ยมสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์เฮเลนที่พวกเขาเติบโตมา แต่กลับพบว่าที่นั่นกำลังจะถูกปิดตัวลงหากไม่จ่ายภาษีที่ดินจำนวน 5,000 เหรียญภายใน 11 วัน หลังจากเจคได้รับความสว่างไสวจากการเทศนาของสาธุคุณคลีโอฟัส เจมส์ ในโบสถ์ (นำแสดงโดย เจมส์ บราวน์) เขาก็ประกาศก้องว่าพวกเขาอยู่ใน “ภารกิจจากพระเจ้า” (Mission from God) ที่จะรวบรวมสมาชิกวงดนตรีเก่าของพวกเขากลับมาอีกครั้งเพื่อหาเงินบริสุทธิ์ไปช่วยสถานรับเลี้ยงเด็ก

เส้นทางสู่ความสำเร็จนั้นเต็มไปด้วยศัตรูที่พวกเขาไม่ตั้งใจจะสร้าง ทั้งตำรวจทางหลวงที่ไล่ตามพวกเขาจากการขับรถผิดกฎหมาย วงดนตรีคันทรีที่ถูกแย่งงาน กลุ่มนีโอนาซีในชิคาโกที่ถูกขับรถเบียดลงน้ำ และหญิงสาวปริศนาที่พยายามฆ่าพวกเขาด้วยอาวุธสงครามตลอดทั้งเรื่อง พวกเขาต้องเดินทางผ่านเมืองใหญ่และชนบทเพื่อโน้มน้าวเพื่อนเก่าที่ปัจจุบันไปทำงานปกติให้กลับมาเล่นดนตรี จนในที่สุดพวกเขาก็จัดคอนเสิร์ตใหญ่ได้สำเร็จที่โรงแรมพาเลซ ท่ามกลางการล้อมกรองของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน พวกเขาต้องซิ่งรถ “บลูส์โมบิล” เข้าสู่ตัวเมืองชิคาโกเพื่อไปจ่ายเงินภาษีให้ทันเวลา และจบลงด้วยการส่งมอบเงินทันวินาทีสุดท้ายก่อนจะถูกจับกุมเข้าคุกกันทั้งวง พร้อมกับเพลง “Jailhouse Rock” ที่เป็นฉากปิดอันเป็นตำนาน

กำเนิดจากจอแก้วสู่ตำนานจอเงิน

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจไม่แพ้ตัวหนัง มันเริ่มต้นจากความหลงใหลส่วนตัวของ แดน แอครอยด์ ในดนตรีบลูส์ เขาได้แนะนำให้ จอห์น เบลูชี (ซึ่งตอนนั้นรู้จักแต่ดนตรีร็อก) ได้รู้จักกับเสน่ห์ของมัน ทั้งคู่เริ่มสร้างตัวละคร “พี่น้องบลูส์” ขึ้นมาเป็นโชว์สั้นๆ ในรายการ Saturday Night Live (SNL) ความนิยมของตัวละครในชุดสูทดำ หมวกฟีโดร่า และแว่นกันแดดเรย์แบนด์นั้นสูงมากจนกลายเป็นอัลบั้มเพลงที่ขายดีถล่มทลาย

เมื่อแอครอยด์ตัดสินใจเขียนบทหนัง เขาส่งบทที่มีความยาวกว่า 300 หน้า (ซึ่งยาวกว่าบทหนังปกติถึง 3 เท่า) ให้กับผู้สร้าง มันคือบทหนังที่ฟุ้งซ่านและทะเยอทะยานที่สุด จนจอห์น แลนดิส ต้องนำมาเกลาให้เป็นรูปเป็นร่าง แม้การถ่ายทำจะเต็มไปด้วยปัญหา ทั้งงบประมาณที่บานปลายจากการทำลายล้างรถยนต์จำนวนมหาศาล และพฤติกรรมเสพติดยาเสพติดของเบลูชีที่เกือบทำให้กองถ่ายล่มสลาย แต่สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็น “เชื้อเพลิง” ที่ทำให้หนังมีพลังงานพลุ่งพล่านอย่างประหลาด

คอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนแผ่นฟิล์ม: การฟื้นคืนชีพของราชาและราชินี

สิ่งที่ทำให้ The Blues Brothers เป็นอมตะคือการที่มันทำหน้าที่เป็น “จดหมายรัก” ฉบับยาวถึงศิลปินบลูส์และโซลผู้เป็นตำนาน หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่เอาเพลงมาเปิด แต่เชิญเจ้าของตำนานมาปรากฏตัวในบทบาทที่น่าจดจำ:

  • James Brown ในบทสาธุคุณที่ระเบิดพลังเสียงในเพลง “Old Landmark” จนโบสถ์แทบแตก
  • Aretha Franklin ในบทเจ้าของร้านอาหารที่ร้องเพลง “Think” เพื่อปรามนสามีของเธอ (แมตต์ “กีตาร์” เมอร์ฟี)
  • Ray Charles ในบทเจ้าของร้านเครื่องดนตรีตาบอดที่โชว์เปียโนในเพลง “Shake a Tail Feather”
  • Cab Calloway ในบทเคอร์ติส ผู้ดูแลเด็กกำพร้าที่โชว์ความเก๋าในเพลง “Minnie the Moocher”

เพลงประกอบหนังเรื่องนี้คือหลักฐานชั้นดีของดนตรีที่มีชีวิต ตั้งแต่ “Everybody Needs Somebody to Love” ไปจนถึง “Sweet Home Chicago” ทุกตัวโน้ตถูกบรรเลงโดยนักดนตรีตัวจริงระดับเทพ เช่น สตีฟ “เดอะ โคลเนล” ครอปเปอร์ และ โดนัลด์ “ดั๊ก” ดันน์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังมีความน่าเชื่อถือในฐานะหนังดนตรีอย่างสูงสุด

วินาศสันตะโรระดับคลาสสิก: บลูส์โมบิลและการทำลายล้าง

ฉากขับรถไล่ล่าในเรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ว่าเป็นหนึ่งในฉากที่บ้าคลั่งที่สุด การใช้รถตำรวจจริงนับร้อยคันมาไล่กวดกันจนพังยับเยิน โดยเฉพาะฉาก “การไล่ล่าในห้างสรรพสินค้า” (The Mall Chase) ที่ขับรถลุยเข้าไปในห้างจริงจนข้าวของกระจุยกระจายโดยไม่มีการใช้ CGI ใดๆ ทุกอย่างคือการขับจริง ชนจริง

รถบลูส์โมบิล (1974 Dodge Monaco) กลายเป็นตัวละครตัวที่สามของเรื่อง มันคือรถเก่าที่มี “พลังวิเศษ” สามารถกระโดดข้ามสะพานหรือหมุนตัวกลางอากาศได้ การที่หนังเลือกจะทำลายสถิติการพังรถมากที่สุดในยุคนั้น (ซึ่งทำลายสถิติตัวเองในเวลาต่อมา) สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความขบถที่พี่น้องบลูส์มีต่อสังคมและกฎระเบียบที่ไร้ชีวิตชีวา

รอยร้าวในภาคต่อ: ทำไม Blues Brothers 2000 ถึงล้มเหลว?

คำถามที่น่าสนใจคือทำไมภาพยนตร์ภาคต่ออย่าง Blues Brothers 2000 ถึงไม่สามารถเข้าใกล้ความสำเร็จของภาคแรกได้เลย? คำตอบไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่การขาดหายไปของ จอห์น เบลูชี (ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้า) เท่านั้น แต่มันอยู่ที่ “หัวใจ” ของงานศิลปะ เหมือนการขาดหายไปของจิตวิญญาณ เจค บลูส์ (เบลูชี) คือขั้วพลังงานที่ขับเคลื่อนหนัง ภาคแรกคือความสมดุลระหว่างความนิ่งของเอลวูดกับความบ้าคลั่งของเจค เมื่อเปลี่ยนมาเป็น จอห์น กูดแมน แม้จะเป็นนักแสดงที่ดี แต่ความสัมพันธ์แบบพี่น้องสายเลือดบลูส์นั้นหายไป

รวมถึงภาคต่อนี้มีความสะอาดที่มากเกินไป ภาคแรกมีความดิบ ความสกปรก และบรรยากาศของยุค 70 ที่ดูสมจริง แต่ภาค 2000 ดูเหมือนหนังที่ถูกสร้างมาเพื่อขายของเล่น มันดูสะอาดตาเกินไปและสูญเสียเสน่ห์แบบ “คนนอกกฎหมาย” ประกอบกับโครงสร้างที่ซ้ำรอยที่พยายามลอกเลียนแบบโครงสร้างภาคแรกเกือบทุกอย่าง (การรวบรวมวง, การหนีตำรวจ) จนกลายเป็นความจำเจมากกว่าการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แม้จะมีศิลปินรับเชิญระดับตำนานมากมาย (เช่น B.B. King หรือ Eric Clapton) แต่มันก็ทำได้เพียงแค่เป็น “คอนเสิร์ตที่ถ่ายทำดี” แต่ไม่ใช่ “ภาพยนตร์ที่มีชีวิต”

บทสรุปแห่งตำนาน

The Blues Brothers (1980) คือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการบรรจบกันของจังหวะเวลาที่เหมาะสม ความกล้าบ้าบิ่นของผู้สร้าง และความเคารพอย่างสูงสุดต่อรากเหง้าของดนตรี มันสอนให้เราเห็นว่า “ภารกิจจากพระเจ้า” ไม่จำเป็นต้องทำด้วยความศักดิ์สิทธิ์เสมอไป แต่มันทำด้วยเสียงดนตรี ความบ้าคลั่ง และความซื่อสัตย์ต่อมิตรภาพได้เช่นกัน หนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ฟิล์มที่ฉายผ่านหน้าจอ แต่มันคือลมหายใจของดนตรีบลูส์ที่ยังคงเต้นอยู่ตราบจนทุกวันนี้

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole