Skip to content

Top Gun: Maverick | ท็อปกัน มาเวอริค (2022) [รีวิว]

ในที่สุดหนึ่งในหนังภาคต่อที่ใช้ระยะเวลาห่างกัน 36 ปี ซึ่งใช้ระยะเวลาห่างกันมากที่สุดเรื่องนึงที่เคยมีมาเลยทีเดียว แถมหนังสร้างเสร็จก็ยังถูกเลื่อนฉายมาแล้วถึง 3 ปี เราก็ได้ดูหนังเครื่องบินรบฟอร์มยักษ์ภาคต่อจากตำนาน “Top Gun | ท็อปกัน ฟ้าเหนือฟ้า (1986)” เมื่อ 36 ปีที่แล้วกันเสียที “Top Gun: Maverick | ท็อปกัน มาเวอริค (2022)”

ได้มาดูแบบไม่ได้ตั้งใจ และภาคแรกตอนเด็กจะดูไปแล้วหลายรอบมาก แต่ก็ว่างเว้นไปนานจนลืมรายละเอียดเนื้อเรื่องไปบ้าง แต่เส้นเรื่องหลักๆ ตัวละครหลักก็ยังพอจำได้อยู่ ทำให้การดูเรื่องนี้พอจะเข้าใจสิ่งที่ภาคต่อเรื่องนี้สื่อสารไปยังแฟนบอยของ Top Gun ได้อยู่

สิ่งที่ดีที่สุดใน Top Gun: Maverick

ฉากแอ๊คชั่นเครื่องบินรบนั่นล่ะ คือสิ่งที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้ ฉากเปิดตัว ฉากฝึกซ้อม ฉากรบจริง ทำออกมาได้สมจริงและตื่นเต้นดีมาก แม้ว่าปัจจุบันการบินรบแบบในหนังมันเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ทีมเขียนบทก็พยายามคิดเรื่องให้เป็นอย่างต้องการออกมาได้ดี แม้ดูเว่อร์วัง แต่ก็ไม่รู้สึกเขอะเขิลแต่อย่างใด อารมณ์เหมือนเราเล่นเกมส์ ACE COMBAT ยังไงยังงั้น หลายๆ ฉากของเครื่องบินรบนั้นบินกันจริงๆ นักแสดงก็บินกันจริงๆ ด้วยและใช้ CGI น้อยมาก ยกเว้นตอนท้ายเรื่องที่ มาร์เวอร์ริค กับ รูสเตอร์ ขโมย F-14 Tomcat เครื่องบินรบในตำนานภาคแรกนั้น เนื่องจากเครื่องบินรุ่นนี้ถูกปลดประจำการเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วจึงไม่สามารถหาเครื่องบินที่ทำการบินจริงๆ ได้สำหรับถ่ายทำ

เราจะได้เห็นเครื่องบินในภาพยนตร์หลายรุ่นมาก ตั้งแต่เครื่องบินยุค WW II อย่าง P-51 Mustang ซึ่งว่ากันว่าเป็นของ ทอม ครูซ จริงๆ, เครื่องบินต้นแบบ hypersonic SR-72 clone, เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องอย่าง F/A-18 Super Hornet ที่ต้องไปต่อกรกับเครื่องบินของศัตรูยุคที่ 5 ที่ดูน่าเกรงขามอย่าง Su-57

นอกจากเรื่องเครื่องบินรบแล้ว จะเป็นการดำเนินเรื่องและฉากต่างๆ รวมถึงเพลงจากหนังต้นฉบับ ที่ดูแล้วค่อนข้างคาราวะหนังและผู้กำกับภาคแรก “โทนี่ สก็อต” พอสมควร ดูๆ ไปบางทีก็แอบคิดว่าที่มันภาคต่อ หรือ ภาครีบูท กันแน่ แต่ก็ถือว่าทำเรื่องต่อออกมาได้ดีอยู่

สิ่งที่ไม่ชอบใน Top Gun: Maverick

อย่างที่ทราบกันโปรเจ็คภาพยนตร์ท็อปกันภาคต่ออันนี้เป็นหนึ่งเรื่องที่โทนี่ สก็อตกำลังจะสร้างมันขึ้นมา แต่เนื่องจากการเสียชีวิตของโทนี่ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงชะงักไปหลายปีกว่าจะถูกปัดฝุ่นมาทำกันใหม่ การทำเรื่องภาคต่อโดยยึดจากเนื้อเรื่องภาคแรกก็ทำออกมาได้ดี แม้ว่าหลายๆ ฉากถ้าหากไม่เคยดูภาคแรก อาจจะไม่เข้าใจและงงๆ นิดหน่อยก็ได้ว่า จะใส่มาทำไมดูเชยและน่าเบื่อชะมัด

และการให้ความสำคัญของการคัดเลือกทีมน้อยไป เราจะได้เห็นตัวประกอบที่เป็นนักบินหัวกะทิมาเข้าโครงการน้อยมาก ดูแล้วทำให้ไม่อินการเป็นทีม แม้ว่าจะพยายามเดินเรื่องแบบภาคต้นฉบับ แต่นั่นล่ะมันเชยไปแล้ว อินด้วยยากมากในการสร้างนักแสดงสมทบ

อีกเส้นเรื่องนึงที่ดูแล้วไม่อินและค่อนข้างน่าเบื่อ คือเรื่องของ Penny Benjamin (แสดงโดย Jennifer Connelly) แม้ว่าเพนนีจะอยู่ในท็อปกันภาคแรกเป็นลูกสาวผู้การ แต่ตัวละครเพนนีก็แค่ถูกเอ่ยถึงชื่อ ไม่มีตัวละครมาปรากฏตัวแต่อย่างใด เข้าใจว่าตัวละครนี้มาทดแทนนางเอกภาคแรกและมีมาเพื่อให้พระเอกรู้สึกอยากกลับตัวกลับใจ แต่ส่วนตัวคิดว่าใส่มามากไปและดูแล้วไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในเส้นเรื่องหลักก็ยังได้ ทำให้เวลามันยืดเยื้อออกไป แทนที่จะไปลงน้ำหนักของเรื่องไปยังลูกชายของกู๊สให้มากกว่านี้หน่อย

สรุป Top Gun: Maverick น่าดูมั้ย?

ถ้าจะให้ความเห็นว่าน่าดูมั้ย ในฐานะคนที่ชอบเครื่องบินรบก็ต้องบอกว่าน่าดูล่ะครับ และคิดว่าใครที่ชอบเครื่องบินรบยังไงก็ต้องอยากดูอยู่แล้ว มีหนังไม่กี่เรื่องหรอกที่สร้างมาแล้วมีเครื่องบินรบเกือบทั้งเรื่อง แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบไม่อินกับเครื่องบินรบ ก็อาจจะรู้สึกว่าแค่พอดูได้ ตื่นเต้นกับฉากแอ๊คชั่นบ้างล่ะ ซึ่งทำออกมาได้ดีจริงๆ โดยเฉพาะท้ายเลยยกให้เป็นตำนานบทใหม่ได้เลย

แต่สิ่งนึงที่ทำให้ฉุดหนังทั้งเรื่องให้รู้สึกน่าเบื่อ ก็คือฉากดราม่า ฉากแนะนำตัวละครนี่แหละ ทำออกมาได้เฉิ่มและเชย จนรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะผ่านไป คือการดำเนินเรื่องเซอร์วิสแฟนเก่าๆ ของท็อปกันมันก็ดีแหละ แต่การดำเนินเรื่องแบบคาราวะภาคแรกจนเกินไป แล้วยิ่งพลอตหนังบล็อกบัสเตอร์ยุค 80’s ด้วยแล้ว…มันจะมีอะไรใหม่ๆ ได้ล่ะ ถ้าตัดเรื่องพวกนี้แล้วทำหนังให้กระชับขึ้นมาได้คงดีขึ้นกว่านี้


Leave a Reply