Skip to content

แผนที่นำทางอันไหนดี ใช้งานกับ CarPlay (iOS)

ทุกวันนี้การใช้แผนที่นำทางบนสมาร์ทโฟนน่าจะเป็นเรื่องปกติใช้ชีวิตประจำวันแล้วล่ะ แต่การขับรถไปใช้โทรศัพท์ไปนั้นเสี่ยงต่อการได้รับอุบัติเหตุบนท้องถนน จึงเกิดการพัฒนาใช้โทรศัพท์มือถือให้ใช้งานร่วมกับวิทยุรถยนต์(Head Unit)อย่าง CarPlay ของ iOS หรือ Andriod Auto บน Andriod ให้ใช้งานในการขับรถยนต์สะดวกมากขึ้น เช่น การดูแผนที่และการนำทาง, การฟังเพลง, การใช้งานโทรออกหรือรับสาย ฯลฯ

และด้วยความที่เป็นคนขับรถหลงทางอยู่ประจำ เลยจะมาแนะนำ App แผนที่ใช้งานบน CarPlay โดยเรียงตามความชอบดังนี้ครับ

  1. Google Maps – ค้นหาสถานที่ง่าย แนะนำเส้นทางดี
  2. Sygic – เหมาะเดินทางไกล จุดอับสัญญาณมือถือ
  3. HERE WeGo- ออฟไลน์ได้เหมือน Sygic
  4. Apple Maps – การใช้งานกับ iPhone ได้ดีเช่น Siri
  5. Waze – หากมีคนใช้งานเยอะ จะดีเรื่องการอัพเดทการจราจรมาก
  6. Magic Earth – ใช้งานออฟไลน์ได้ฟรี บนพื้นฐาน OpenStreetMap

Google Maps

โปรแกรมนำทางยอดฮิต ไม่ว่าจะค่าย iOS, Andriod หรือ Windows ก็ตาม ในการค้นหาแผนที่ หรือแม้แต่ค้นเรื่องอื่นๆ ก็ตาม เรามักจะทำผ่าน Google ซึ่งการเป็น eco system ของ Google นี่เอง ทำให้มันถูกรวบรวมข้อมูลอันมหาศาลไว้ในที่เดียว จุดเด่นทำให้หาแล้วเจอเป็นส่วนใหญ่ (แม่นยำหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง 😅) สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

แต่การนำทางบางครั้งมันก็ออกอาการเอ๋อๆ บ้าง อย่างเช่นเคยไปเจอทาง 4 แยกแล้วต้องเลี้ยวขวา แต่มันไม่ได้บอกอะไร และ ถ้าไปอยู่ในจุดอับสัญญาณเมื่อไหร่ หากไม่ได้โหลดแผนที่แบบออฟไลน์ไว้ก็จะใช้งานไม่ได้เลย (แบบออฟไลน์จะเห็นแผนที่และนำทางได้ แต่การค้นหายังไงก็ต้องมีอินเตอร์เนต)

การบอกทางเลี้ยวที่ผิดพลาด
การใช้งานในสถานที่อับสัญญาณ

สิ่งที่ชอบ

  • การค้นหาสถานที่ภายใต้ eco system ของ Google
  • การจราจรอัพเดทแบบ Real Time แนะนำเส้นทางใหม่ๆ ได้
  • ออกแบบดูดี เข้าใจง่าย ป้ายจราจรชัดเจน มีป้ายภาษาไทย
  • วางแผนการเดินทางบนคอมพิวเตอร์หรือจากอุปกรณ์อื่นๆ สามารถ Sync มายังมือถือได้ (ภายใต้ Account เดียวกัน)
  • ใช้งานได้ฟรี
  • แผนที่และสถานที่ถูกอัพเดทอยู่ตลอดเวลา
  • มีเข็มทิศ

สิ่งที่ขัดใจ

  • การค้นหาด้วยเสียงผ่าน Head Unit มีบัค จะไม่ได้ยินเสียงเราในครั้งแรก ต้องยกเลิกแล้วค้นหาใหม่ถึงจะได้ยินเสียงเราพูด
  • ลูกเล่นบนหน้าจอน้อยไปหน่อย เช่น เปลี่ยนจากลูกศรเป็นรถยนต์ หรือ ปุ่มกดค้นหาปั้มน้ำมัน
  • ในประเทศไทยไม่สามารถระบุตำแหน่งไฟสัญญาณจราจร หรือ ป้ายหยุด และรวมถึงไม่มีบอกป้ายจำกัดความเร็วและความเร็วที่ใช้
  • ไม่ได้แยกถนนทางลูกรัง หรือ ซอยแคบๆ ใช้งาน ตจว. อาจเจอแจ็คพอร์ทได้
  • การบอกเส้นทาง บางทีก็เอ๋อๆ เช่น ไม่บอกให้เลี้ยว (พบในบางเส้นทาง)
  • ต้องใช้ Internet ในการใช้งาน
  • การใช้ร่วมกับ Carplay ไม่สามารถแชร์ ETA (ตำแหน่งที่กำลังจะถึง) ให้กับบุคคลอื่นได้
  • สถานที่ที่ใช้บ่อยแม้จะบันทึกได้ แต่ไม่สามารถตั้งชื่อเองได้ บางสถานที่ที่บันทึกปักหมุดไว้ จะโชว์เป็นพิกัดอย่างเดียว

Sygic GPS Navigation

จุดเด่นของ Sygic ที่ชอบนอกจากสามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้แล้วก็คือ กราฟฟิคและลูกเล่นที่ดูดีกว่าแอพอื่นๆ มีป้ายจำกัดความเร็ว และ ความเร็วที่ใช้ รวมถึงมีกราฟฟิคแนะนำเลนที่ควรวิ่ง เช่น ถนน 6 เลน จะกลับรถมันจะแนะนำให้อยู่เลนขวาสุด พอถึงช่วงกลับรถก็มีเลนเพิ่มขึ้นมาให้ด้วย รวมถึงมีปั้มน้ำมันและระยะทางที่จะถึงปั้มน้ำมันขึ้นมาให้ด้วย ตรงนี้มองว่าสะดวกและดีมาก สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

สิ่งที่ชอบ

  • แผนที่แบบออฟไลน์ ทำให้ใช้งานที่อับสัญญาณได้
  • กราฟฟิคสวย ดูเข้าใจง่าย ปรับแต่ง Icon นำทางได้
  • Icon ปั้มน้ำมันและระยะทางที่จะถึงปั้ม
  • ป้ายจำกัดความเร็ว และ ความเร็วที่ใช้
  • เตือนกล้องจับความเร็ว
  • แนะนำช่องทางจราจร (Lane Guidance)
  • เก็บสถานที่ที่ใช้บ่อย พร้อมตั้งชื่อได้

สิ่งที่ขัดใจ

  • แม้จะมีแผนที่ Lifetime update แล้ว(ซื้อครั้งเดียว) แต่หากจะใช้งาน CarPlay ได้ครบทุกฟังก์ชั่น ต้องเสียรายเดือนเพิ่ม
  • การนำทางสู้ Google Maps ไม่ได้ เหมือนจะพาอ้อมกว่านิดๆ (เน้นไปทางหลักๆ นั่นแหละ)
  • การใช้งานเกิดอาการปิดตัวเองบ่อยครั้ง เจอมาตั้งแต่ยังไม่ใช้กับ CarPlay แล้ว ต้องไปปิด Backup&Restore ในเมนู ถึงจะดีขึ้น แต่บางครั้งก็ยังเจออยู่บ้าง
  • การค้นหาสถานที่ยังไม่ดีพอ และไม่สามารถค้นหาผ่านเสียงได้
  • Dark Mode ไม่ทำงานพร้อมไฟหรี่
  • ไม่บอกทิศ

HERE WeGo

อีกหนึ่งแผนที่ที่มีมานานตั้งแต่สมัยโทรศัพท์ Nokia ถูกใช้ในวงการรถยนตร์ยุโรปหลายๆ แบรนด์ รวมถึงเป็นเทคโนโลยีที่ Garmin ใช้ร่วมกันอีกต่างหาก และ สามารถดาวน์โหลดแผนที่ใช้งานแบบออฟไลน์ได้ด้วย เหมาะสำหรับใช้งานแบบออฟไลน์เหมือน Sygic แต่ไม่ต้องจ่ายเงิน

ระหว่างนำทางไม่มีการค้นหาจุดแวะได้

สิ่งที่ชอบ

  • ดีไซน์ออกแบบสวยงาม ดูเข้าใจง่าย เทียบกับสถานที่จริง
  • มีป้ายจำกัดความเร็ว และ ความเร็วที่ใช้ พร้อมเตือน
  • Shortcuts กลับบ้านอยู่หน้าแผนที่
  • แผนที่แสดงตึกอาคารพร้อมชื่อและเลขที่บ้าน
  • การใช้งานแบบออฟไลน์ แบ่งโหลดแผนที่แยกตามภาคได้
  • บันทึกสถานที่พร้อมตั้งชื่อได้
  • ใช้งานได้ฟรี

สิ่งที่ขัดใจ

  • การค้นหาสถานที่ยังไม่ดีพอ และไม่สามารถค้นหาผ่านเสียงได้
  • ระหว่างนำทางไม่สามารถค้นหาจุดแวะ, ปั้มน้ำมัน, การเลี่ยงทางด่วน มีแต่ให้ยกเลิกนำทาง
  • ปรับแต่ง Icon ลูกศรให้เป็นรถยนต์ไม่ได้
  • ไม่มีบอกเข็มทิศ
  • วิ่งใต้ทางด่วนสัญญาณ GPS ระบุตำแหน่งไม่ค่อยดีเท่าใช้ Google

Apple Maps

แผนที่ที่มาพร้อมกับโทรศัพท์ iPhone ทำให้การใช้งานร่วมกันกับ CarPlay นั้นใช้งานได้เป็นอย่างดีอย่างการสั่งงานผ่าน Siri มีฟังก์ชั่นให้รายงานอุบัติเหตุและแชร์เวลาที่จะไปถึงผ่าน SMS ได้ แต่ด้วยการใช้งานแผนที่ในเมืองไทยนั้น พบว่ายังไม่ดีเท่าใช้งานในอเมริกา การนำแนะนำเส้นทางสู้ Google ไม่ได้และไม่สามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้ สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

สิ่งที่ชอบ

  • Apple ดีไซน์
  • การใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
  • ค้นหาสถานที่ด้วยเสียงได้
  • ส่งรายงานอุบัติเหตุ, จุดเสี่ยง, กล้องจับความเร็วได้
  • แชร์ระยะเวลาการเดินทางที่จะถึงได้ (SMS)
  • บอกเข็มทิศ
  • บันทึกสถานที่พร้อมตั้งชื่อได้

สิ่งที่ขัดใจ

  • รายละเอียดบนแผนที่น้อยเกินไป
  • การค้นหาสถานที่ต่างๆ ไม่ดีพอ
  • การแนะนำเส้นทาง
  • ต้องใช้ Internet ในการใช้งาน ไม่มีใช้งานแบบออฟไลน์
  • ไม่มีมาตรวัดบอกความเร็ว

Waze

หนึ่งใน App ที่เคยใช้บ่อยมาก เพราะเด่นในเรื่อง Community คือให้ผู้ใช้งานช่วยกันรายงานสภาพการจราจร, จุดเสี่ยง, กล้องจับความเร็ว, ด่านตำรวจ ฯลฯ นอกจากรายงานแล้ว ผู้ใช้งานยังเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลอีกต่างหาก ซึ่งคอนเซ็ปส์ดีมาก แต่พอผู้ใช้งานในไทยน้อยลงข้อมูลต่างๆ ก็เลยน้อยลงตามไป จึงต้องพึ่งข้อมูลจากบริษัทแม่ Google อย่างเดียว ทำให้เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากใช้ Google Maps เลย สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

สิ่งที่ชอบ

  • ดีไซน์ดี ออกแบบดูเหมือนเล่นเกมส์
  • ค้นหาผ่านเสียงได้
  • แบ่งหมวดค้นหาไว้ละเอียดกว่าแอพอื่น
  • ป้ายบอกทางละเอียดดี มีบอกช่องจราจร
  • มีป้ายจำกัดความเร็ว และ ความเร็วที่ใช้
  • ปุ่มทางลัดเพื่อเข้าไปรายงานอุบัติเหตุและอื่นๆ
  • ใช้งานได้ฟรี
  • บันทึกสถานที่พร้อมตั้งชื่อได้

สิ่งที่ขัดใจ

  • ผู้ใช้งานน้อย ทำให้รายงานต่างๆ น้อยลงไป
  • การค้นหาสถานที่ยังไม่ดีเท่า Google Maps
  • ดีไซน์เส้นทางดูเล็กไปหน่อยเมื่อเทียบกับขนาดจอ
  • น่าจะมีทางลัดปั้มน้ำมันอยู่หน้าแรก
  • ต้องใช้ Internet ในการใช้งาน ไม่มีใช้งานแบบออฟไลน์
  • ฟังก์ชั่นที่เยอะเกินไป อาจทำให้เสียสมาธิได้

Magic Earth

อันนี้ยังใช้ไม่ได้นานเท่าไหร่ แต่ที่รู้มาใช้พื้นฐานของ OpenStreetMap ซึ่งฟรีและจะถูกอัพเดทอยู่เสมอ ออกแบบหน้าตาดูเข้าใจง่ายแอบรู้สึกเหมือนใช้แผนที่นำทางเถื่อนสิบกว่าปีก่อนอย่าง iGO บน GPS จีนเลยครับ แต่คิดว่าเป็น App ที่น่าสนใจไว้ใช้งานออฟไลน์อีกอันนึง ดูเสถียรและเร็วอยู่เหมือนกัน สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

สิ่งที่ชอบ

  • ใช้งานได้ฟรี และ อัพเดทฟรี
  • การใช้งานแบบออฟไลน์ แบ่งโหลดแผนที่แยกตามภาคได้
  • ออกแบบมาดูง่าย ชัดเจน โดยเฉพาะลูกศรนำทาง
  • แนะนำช่องทางจราจร (Lane Guidance)
  • POI สวยงามแสดงโลโก้ชัดเจน รวมถึงไฟสัญญาณจราจร
  • มีป้ายจำกัดความเร็ว และ ความเร็วที่ใช้ เตือนกล้องจับความเร็ว
  • แสดงความหนาแน่นของการจราจร
  • แสดงสถานะแบตเตอรี่ของโทรศัพท์
  • บันทึกสถานที่พร้อมตั้งชื่อได้
  • รองรับการใช้งานผ่าน Siri
  • ใช้งานแบบ 3D ได้

สิ่งที่ขัดใจ

  • การนำทางยังพาอ้อมๆ อยู่ เน้นเส้นทางหลัก
  • การค้นหาสถานที่ยังไม่ดีเท่า Google Maps
  • ปรับแต่ง Icon ลูกศรให้เป็นรถยนต์ไม่ได้
  • ไม่มีระบบ Login ทำให้การตั้งค่าต่างๆ เช่น สถานที่ที่บันทึกไว้ต้องทำใหม่หากเปลี่ยนอุปกรณ์

สรุปส่งท้าย

ก็แนะนำประมาณนี้นะครับ ทุก App มันมีข้อดีข้อเสียในการใช้งาน หลังจากอ่านแล้วลองเทียบกับความต้องการใช้งานของแต่ละบุคคลดูอีกที การใช้งานส่วนตัวไม่ได้เปิดเสียงในการนำทางเท่าไหร่จะเปิดแค่เฉพาะเตือนเท่านั้นเลยขอข้ามการพูดถึงส่วนนี้ไป และการใช้งาน CarPlay ให้ลื่นไหลนั้นไม่ได้อยู่ที่วิทยุ(Head Unit)อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสเปค iPhone เป็นหลัก ตัววิทยุเองเป็นการสะท้อนออกไป วันนึงเราอัพเกรดโทรศัพท์ (เครื่องใหม่ หรือ iOS เวอร์ชั่นใหม่) เราก็สามารถใช้ CarPlay ได้ดีขึ้นตามไปด้วยครับ


Leave a Reply