Skip to content

[บันทึก] ชุมนุมแยกปทุมวัน ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓ | ความอัปยศของผู้ใหญ่รังแกเด็ก

หลังจากการชุมนุมแยกราชประสงค์ในวันที่ 15 จบลงและแยกย้ายกลับกันด้วยดี จึงมีการนัดแนะให้กลับมากันอีกครั้งในวันที่ 16 ที่เก่าเวลาเดิม

แต่เมื่อก่อนที่จะถึงเวลานัดแนะ ฝ่ายรัฐบาลเริ่มมีการออกอาการแปลกๆ ชนิดที่ว่าฟังคำแถลงเต็มๆ ผมก็ยังรู้สึกโคตรจะแปลก และเหมือนว่ามีเงาทะมึนอยู่หลัง พลเอกประยุทธ จันโอชาเลยทีเดียว

ในการให้สัมภาษณ์ ดูมีสัญลักษณ์จากทั้งคำพูดและภาพเลยล่ะครับ โดยภาพการให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินร้ายแรง มีแบ็คกราวน์เป็นคณะรัฐมนตรียืนเรียงรายหลายคน ซึ่งปกติที่ผ่านๆ มา นายกรัฐมนตรีในช่วงการบริหารร้ายแรงแค่ไหน ก็จะมีแค่รัฐมนตรีทีมทำงานมาอยู่ในซีนด้วยเป็นอย่างมาก

ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นการแสดงเจตจำนงค์ในการสนับสนุนนั่นแหละครับ ตรงนี้แล้วอยากให้ประชาชนจำหน้าพวกท่านๆ เหล่านั้นไว้ให้ดีเลยว่า ทำอะไรกับบ้านเมืองนี้ไว้(อีกแล้ว)

ภาพจากมติชน

แต่ในส่วนสำคัญสุดในการแถลงหรือสัมภาษณ์นั้น คือคำพูดที่ฟังดูแล้วมีนัยยะแปลกๆ จากผู้นำประเทศคือ

เค้าไม่ได้มองผู้ชุมนุมเป็นประชาชนหรือเด็กนักเรียน-นักศึกษากันแล้ว เค้ามองภาพว่าพวกนี้อยู่คนละฝั่งกับเค้าเรียบร้อยแล้ว คือ เป็นศัตรูนั่นแหละครับ เห็นต่างเป็นศัตรู และ ศัตรูนั้นท้าทายอำนาจพญามัจจุราชพร้อมเอาชีวิตกันเลยทีเดียว

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว “พญามัจจุราช” นั้นพร้อมเปิดหน้าออกมาหรือยัง

และเมื่อใกล้เวลานัดแนะในช่วงบ่าย ตำรวจเริ่มทำการบล็อกถนนไม่ให้เข้า เพื่อสกัดกั้นผู้มาชุมนุม รวมถึงสั่งการไปยัง รถไฟฟ้า BTS ให้ปิด 2 สถานีกันเลยทีเดียว คือ ราชดำริ และ ชิดลม

สุดท้ายเมื่อเวลาที่นัดเหลือแค่ 1 ชม. ปรากฏการณ์ในการนัดชุมนุมในรูปแบบใหม่ก็ถูกนำมาใช้ คือ แจ้งเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมกันผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย อย่างทวิตเตอร์ ซึ่งแป๊ปเดียวเท่านั้นแหละ ผู้ชุมนุมกระจายข่าวว่า ไปเจอกันที่แยกปทุมวัน

ตำรวจเลยโดนแกงหม้อใหญ่มาก ถ้าจะแปลก็คือ ตำรวจโดนแกล้ง โดนเด็กมันหลอกจนไปรอเก้อ

ในระหว่างการชุมนุมปราศัยด้วยเครื่องขยายเสียงอันเล็กๆ น้อยๆ โดยเทียบกับจำนวนที่มาร่วมชุมนุม ซึ่งไม่น่าเพียงพอให้ได้ยินชัดได้ทั่ว แต่โดยภาพรวมแล้วเป็นไปอย่างเรียบร้อยดี เพราะเห็นแค่นักเรียน นักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ดูผ่านๆ ด้วยตา นักเรียนหญิงดูเยอะตากว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งประกาศแน่ชัดแล้วว่าไม่ยืดเยื้อ สี่ทุ่มก็คืนพื้นที่จราจรกลับบ้าน

ในเมื่อกาชุมนุมเรียบร้อย ไม่มีการปั่นป่วน(จากภายใน หรือ ภายนอก) อยู่ดีดี ตำรวจปราบจราจลเต็มเครื่องแบบ พร้อมรถฉีดน้ำก็มาขอพื้นที่คืน

ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในการปราบจราจลที่ผ่านๆ มา ในการขอพื้นที่นั้นบางทีลากกันเป็นวันเป็นเดือนเลยล่ะครับ กว่าจะทำการสลายได้ โดยมันต้องสิ่งเร้า เช่น ความรุนแรงมากระตุ้นก่อน แต่ไม่ใช่กับการชุมนุมในวันนี้ ที่มีแต่เด็กๆ และในมือมีแค่ร่มไว้เป็นเกราะป้องกันน้ำแรงดันสูง กับ เสียงตะโกนเท่านั้นเอง ซึ่งหลังผู้ชุมนุมสลายตัว ตำรวจได้พื้นที่จราจรกลับมาแล้วแทนที่จะจับก็ยังไม่จบ ไปไล่ตามจับผู้ชุมนุมที่ล่าถอยไปแล้วอีก!

เป็นการกระทำที่อัปยศอีกครั้งนึง ของผู้สั่งการและผู้รับคำสั่งการเลยในการจัดการครั้งนี้ ที่มองเห็นเป็นศัตรู เป็นม็อบไม่มีเส้นเหมือน อย่างที่ กปปส ที่มีเส้นใหญ่ มีศาลมีกองกำลังคอยป้องกันมวลชน

สั่งศาลปกป้อง กปปส.

แต่ถ้าเทียบกับม็อบไม่มีเส้นเหมือนกันอย่าง ม็อบ “คนเสื้อแดง” นปช. แต่นั่นยังมี “แกนนำ” ที่เบื้องหลังมีทีม มีพรรคการเมือง คอยช่วยเจรจากับตำรวจและประสานงานไปยังมวลชนได้บ้าง หรือ ยังอาจมีผู้ที่ให้ความรู้ แนะนำการ์ดในการตอบโต้ ป้องกันการรุกคืบเข้ามาของเจ้าหน้าที่ หรือ คนที่จะเข้ามาป่วนม็อบ ได้อย่าง “เสธ.แดง” เป็นต้น

แต่ม็อบครั้งนี้ เป็นม็อบที่ไม่มีแกนนำ ไม่มีประสบการณ์ในการชุมนุม มีแต่พลังที่บริสุทธิ์ ที่ต้องการแสดงออกเท่านั้น ก็เพราะว่า มันไม่มีที่ให้เค้าแสดงออกนั่นไง ในเมื่อรัฐบาลริดรอนพื้นที่ในการชุมนุมพวกเค้าตั้งแต่แรก โดยริดรอนผ่านมหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งคิดว่าถ้ามีพื้นที่ให้เค้ามารวมตัว ก็คงดีกว่านี้

สิ่งที่น่ากลัว และ คิดว่าหน่วยงานรัฐบาลอาจจะตามไม่ทัน ก็คือ ม็อบที่ไม่มีแกนนำนี่แหละครับ เพราะทุกคนคือแกนนำ พร้อมที่จะแสดงพลังกันออกมาได้เรื่อยๆ

ความคิดของพวกเค้า ไม่ต้องการตามคนที่ไม่ต้องการอยู่แล้ว ขอแค่รู้สึกร่วมเหมือนกัน ก็พร้อมทำการได้เหมือนกัน ถ้าพวกรัฐบาลไม่ปรับตาม ตกยุคไปเรื่อยๆ แบบนี้ มีแต่จะสร้างความอคติจากรุ่นสู่รุ่นไปนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเลยนะครับ


Leave a Reply