Skip to content

Enlightened | การตื่นตัวการเมืองไทย ที่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้

ช่วงนี้กระแสการต่อต้าน และ ต้องการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเมืองในประเทศไทย ได้กลับมาร้อนแรงกันอีกครั้ง และครั้งนี้ที่กลับมารู้สึกว่า ดุเด็ดเผ็ดร้อนกว่าทุกครั้งที่เป็นมา

โดยครั้งนี้เป็นการเรียกร้องที่แตกต่างจากม็อบเดิมๆ ในรอบสิบปี ซึ่งเราจะชินตา ม็อบที่ต่อต้านรัฐบาลโดยฝ่ายตรงข้าม โดยผ่านการจัดตั้งจากพรรคการเมืองที่หนุนหลัง

แต่เป็นการเรียกร้องโดยเด็ก มัธยม จนไปถึง นักศึกษา เป็นแกนนำหลัก ปลุกให้เหล่าวัยรุ่น ตื่นตัว และ ตาสว่าง ให้เห็นว่าที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ปู้ย่ำปู้ยีบ้านเมืองนี้ยังไงบ้าง

ที่เกริ่นไว้ว่าไม่คิดว่าจะมาเร็ว ก็เพราะว่า หลังเกิดรัฐประหารปี 57 คิดไว้ว่าบ้านเมืองนี้คงหมดหนทางแล้วจริงๆ แนวคิด คสช ที่ปูทางไว้คงควบคุม แล้วแปรเปลี่ยนความคิดให้คนรุ่นใหม่มองเห็นแต่ความชั่วร้ายของฝ่ายตรงข้ามไปทางเดียวแหงๆ ประกอบกับ กลุ่มอิลีท, ชนชั้นกลาง เอนเอียงไปในทางที่เรียกว่า “สลิ่ม” อีกต่างหาก แม้จนผ่านการเลือกตั้งล่าสุดปี 2562 ที่พรรคที่ี่เชียร์ ได้ที่นั่งสูงสุด แต่ก็ยังฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ สุดท้าย พรรคพลังประชารัฐ และ พลเอกประยุทธ ก็ครองอำนาจต่อไปได้อีก ยอมรับเลยว่า ถอดใจไปแล้วจริงๆ จนถึงขั้นสมาทาน แนวคิด อ.ธเนศ ไว้อย่างเดียวเลยที่ผ่านมา

แต่แล้ว “สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน” ความหน้าไว้หลังหลอกของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ก็นำพาให้ถึงจุดที่ เด็กๆ เริ่มมองเห็นความอยุติธรรม, ความไม่ชอบมาพากลในการบริหารประเทศในยามปกติหรือวิกฤติ ซึ่งหลายๆ เรื่องจุดประกายความคิดผ่านข่าวและนำไปวิพากษ์วิจารณ์ออกความเห็นกันในโซเชียลมีเดีย ทำให้ค่อยๆ หล่อหลอมความคิดที่อยากจะปลดแอกขึ้นมา

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นและได้เกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ก็เรื่อง

การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยจุฬาฯ และมีการกล่าวขอบคุณ คนเสื้อแดง ที่เคยได้ต่อสู้กันจน บาดเจ็บ ล้มตาย ติดคุก กันมาตลอด

ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆ เลย คำว่า”เสื้อแดง” สำหรับคนกรุง ชนชั้นกลาง แล้ว รวมถึง ม.จุฬาฯ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น มหาลัยแห่งการรวบรวมเหล่าอิลีทนั้น น่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแน่ๆ เพราะว่า คนเหล่านี้จะมองว่า คนเสื้อแดงนั้นสู้เพื่อทักษิณอย่างเดียว และเค้ามองว่าทักษิณและกองเชียร์เป็นตัวปัญหาในการสร้างความวุ่นวาย เผาบ้านเผาเมือง

แต่แล้ววันนึงก็ประจักษ์…ความจริงสิ่งที่เรียกร้องนั้น ไม่ใช่ลำพังแค่”ทักษิณ”เป็นอย่างเดียว แต่เรียกร้อง การเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้ดีขึ้นแค่นั้นเอง จนมีคนไปกล่าวกลอน “เสียงจากดินถึงฟ้า” ที่ พี่เต้น ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เคยปราศัยในเวทีของคนเสื้อแดง  มากล่าวในการชุมนุมที่ คณะอักษรฯ จุฬา ในมหาลัยที่เคยเชื่อว่าคงเป็นสลิ่มกันไปหมดแล้วนั่นแหละ

สุดท้าย ไม่รู้ว่าการเรียกร้องจะไปบรรจบกันตรงไหน ในฐานะกองเชียร์ที่เคยโดนยำยีและเหยียดหยามมาเป็นสิบปีนั้น ก็ไม่คาดคิดว่า วันนี้จะมีคนออกมาเรียกร้อง และ กล้าพูดในสิ่งที่หลายๆ คนได้แต่พูดในที่ลับเพราะความหวาดกลัวมาตลอด แต่ก็เอาใจช่วย เด็กๆ น้องๆ ให้ไปถึงฝั่งฝันได้อย่างที่หวัง

และก็ขอบคุณที่ทำให้ความคิดแบบ “สลิ่ม” เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

ขอบคุณน้องๆ ทุกคนจากใจจริงครับ!!


Leave a Reply