หาก The Dark Side of the Moon คือการสำรวจความบ้าคลั่งภายในจิตใจ และ Wish You Were Here คือความโหยหาและความว่างเปล่า อัลบั้ม Animals (1977) ของ Pink Floyd ก็คือเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดต่อโลกภายนอกที่กำลังเน่าเฟะ นี่ไม่ใช่เพียงแค่อัลบั้มเพลงร็อก แต่มันคือวรรณกรรมเสียดสีสังคมที่ถูกจารึกด้วยเสียงกีตาร์ที่กรีดแทงและเนื้อหาที่กัดกินใจคนฟังมานานกว่า 4 ทศวรรษ
บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งสู่โรงงานไฟฟ้า Battersea Power Station เพื่อสำรวจความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของ “สัตว์” สามชนิด ที่ Roger Waters ใช้แทนภาพสะท้อนของชนชั้นในสังคมมนุษย์
รุ่งอรุณแห่งความเกลียดชัง: บริบทแห่งยุคสมัยและจุดกำเนิด
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 70 ประเทศอังกฤษกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางสังคม ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้เกิดกระแสวัฒนธรรมย่อยที่เกรี้ยวกราดอย่าง พังก์ร็อก (Punk Rock) วงดนตรีรุ่นใหม่อย่าง Sex Pistols และ The Clash ออกมาประกาศสงครามทางวัฒนธรรมกับวงดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกรุ่นพี่ โดยมองว่าดนตรีของ Pink Floyd นั้นซับซ้อนเกินความจำเป็น หรูหราฟุ้งเฟ้อ และตัดขาดจากความเป็นจริงของชนชั้นแรงงาน จนถึงขั้นมีการตราหน้าว่าเป็น “ไดโนเสาร์” ที่รอวันสูญพันธุ์

ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดของยุคสมัยนั้นคือการที่ Johnny Rotten นักร้องนำวง Sex Pistols สวมเสื้อยืด Pink Floyd ที่เขาเขียนข้อความทับด้วยปากกาเมจิกว่า “I Hate” กลายเป็น “I Hate Pink Floyd” เดินไปทั่วลอนดอน เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธค่านิยมเก่าอย่างรุนแรง
แต่แทนที่ Pink Floyd จะล่าถอย ปรับเปลี่ยนแนวทางให้เข้าถึงง่ายขึ้น หรือพยายามทำตัวให้นุ่มนวลลงเพื่อเอาใจตลาด Roger Waters (มือเบสและผู้แต่งเพลงเป็นหลัก) กลับเลือกที่จะโต้ตอบด้วยวิธีการที่ท้าทายยิ่งกว่า เขาไม่ได้ลดทอนความยาวของเพลงลง แต่กลับเพิ่มดีกรีความดุดัน ดิบเถื่อน และเกรี้ยวกราดในเนื้อหา ซึ่งในแง่หนึ่ง อัลบั้ม Animals กลับมีจิตวิญญาณของความเป็น “พังก์” ในแง่ของทัศนคติที่ขบถและโกรธเกรี้ยวต่อสังคม ยิ่งกว่าเพลงพังก์สามคอร์ดเสียอีก มันคือการตบหน้ากลับฉาดใหญ่ที่บอกว่า “ถ้าพวกแกคิดว่าเราเป็นไดโนเสาร์ เราก็จะเป็นทีเร็กซ์ที่ไล่ขย้ำพวกแกให้ดู”
แนวคิดของอัลบั้มนี้ได้รับอิทธิพลอย่างชัดเจนจากนวนิยายเรื่อง Animal Farm ของ George Orwell แต่ Roger Waters ได้บิดเบือนโครงสร้างนั้นเสียใหม่ หาก George Orwell เขียนเพื่อวิพากษ์คอมมิวนิสต์ Roger Waters กลับใช้อัลบั้มนี้เพื่อตบหน้าทุนนิยมเสรีอย่างจัง โดยแบ่งมนุษย์ออกเป็นสามประเภทตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด: สุนัข (Dogs), หมู (Pigs), และ แกะ (Sheep)

Dogs: นักล่าผู้ซื่อสัตย์ในสังเวียนธุรกิจ
บทเพลงขนาดยาวกว่า 17 นาทีนี้ เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของอัลบั้ม เดิมทีเพลงนี้มีชื่อว่า “You’ve Got to Be Crazy” ซึ่งถูกเขียนขึ้นและเล่นในทัวร์คอนเสิร์ตก่อนหน้านั้น แต่เมื่อถูกนำมาบรรจุในอัลบั้ม Animals มันได้ถูกขัดเกลาใหม่ ทั้งการลดคีย์เพื่อให้ David Gilmour ร้องได้สบายขึ้น และการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เข้ากับธีมสัตว์
Dogs ในนิยามของ Pink Floyd ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงแสนรัก แต่เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางระดับสูง หรือเหล่านักธุรกิจที่กระหายความสำเร็จ พวกเขาคือผู้ล่าที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา ต้อง “แสร้งทำเป็นดี” เพื่อหลอกใช้เหยื่อ และพร้อมจะขย้ำคู่แข่งทันทีที่เผลอ
ในทางดนตรี นี่คือผลงานมาสเตอร์พีซของ David Gilmour ท่อนโซโล่กีตาร์ที่ประสานเสียงกันให้ความรู้สึกทั้งยิ่งใหญ่และหม่นหมอง เสียงซินธิไซเซอร์ในช่วงกลางเพลงที่ถูกดัดแปลงให้คล้ายเสียงหมาเห่า ไม่ได้เป็นเพียงลูกเล่นทางเทคนิค แต่เป็นการจำลองสภาพจิตใจที่สับสนและหวาดระแวงของ “สุนัข” ที่เริ่มแก่ตัวลง
ความลึกซึ้งของเพลงนี้อยู่ที่บทสรุปอันน่าสังเวช Roger Waters ชี้ให้เห็นว่า แม้พวกสุนัขจะดิ้นรนไต่เต้าเพียงใด สุดท้ายพวกมันก็เป็นเพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจ และต้องจบชีวิตลงด้วยความโดดเดี่ยว ถูก “หินถ่วงขา” (Dragged down by the stone) ให้จมดิ่งสู่ความตายโดยไม่มีใครจดจำ สะท้อนสัจธรรมของโลกทุนนิยมที่ไร้ความปรานี
Pigs (Three Different Ones): ผู้กุมอำนาจบนหอคอยงาช้าง
หาก Dogs คือผู้ลงมือ Pigs คือผู้บงการ เพลงนี้เต็มไปด้วยจังหวะเบสที่หนักหน่วงและเสียงกีตาร์ที่ฟังดูคล้ายเสียงหมูร้อง ผ่านการใช้เทคนิค Talk Box ของ David Gilmour เสียงร้องของ Roger Waters ในเพลงนี้เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์แบบปิดไม่มิด
Pigs ในที่นี้หมายถึงชนชั้นปกครอง นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลทางศีลธรรมที่คอยชักใยสังคม Roger Waters แบ่งหมูออกเป็นสามประเภทที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือความจอมปลอม ข้อมูลที่น่าสนใจคือในท่อนสุดท้าย เขาเจาะจงโจมตี Mary Whitehouse นักรณรงค์หัวอนุรักษ์นิยมชาวอังกฤษในยุคนั้นอย่างรุนแรง โดยมองว่าเธอเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล ที่พยายามเซ็นเซอร์ศิลปะและความคิดเห็นเสรี
วลี “Ha, ha, charade you are” (ฮ่า ฮ่า แกมันก็แค่เรื่องหลอกลวง) กลายเป็นท่อนฮุคที่เย้ยหยันผู้มีอำนาจว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูดีและสูงส่ง แท้จริงแล้วพวกเขาก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพชที่พยายามรักษาอำนาจของตนไว้
Sheep: ฝูงชนผู้หลับใหลและการลุกฮือที่ว่างเปล่า
จากเพลงเดิมที่ชื่อ “Raving and Drooling” สู่การกลายร่างเป็น Sheep เพลงนี้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในสังคม—ชนชั้นแรงงานหรือผู้คนที่ยอมทำตามคำสั่งอย่างเชื่องๆ โดยไม่ตั้งคำถาม พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งหญ้าที่ดูเหมือนสงบสุข แต่แท้จริงแล้วกำลังรอวันที่จะถูกส่งเข้าโรงเชือด
ดนตรีในช่วงแรกให้ความรู้สึกเนิบนาบเหมือนแกะที่เล็มหญ้า ก่อนจะระเบิดออกด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อเหล่าแกะเริ่ม “ตาสว่าง” ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การดัดแปลงบทสวด Psalm 23 ของคริสต์ศาสนา ผ่าน Vocoder ให้กลายเป็นถ้อยคำที่บิดเบี้ยว พระเจ้าไม่ได้นำทางพวกเขาไปสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจี แต่กลับเป็นผู้ถือมีดรอเชือด
แม้ในตอนท้ายเพลง เหล่าแกะจะลุกฮือขึ้นสู้และเอาชนะพวกสุนัขได้ แต่ Waters ก็ยังคงมองโลกในแง่ร้าย เพราะสุดท้ายแล้ว แกะเหล่านี้ก็เพียงแค่เรียนรู้ที่จะโหดร้ายเหมือนสุนัข หรือไม่ก็กลับไปก้มหน้าก้มตาเชื่อฟังผู้นำคนใหม่อยู่ดี
Pigs on the Wing: ความรักคือปีกที่พาเราหนีจากโรงเชือด
ท่ามกลางความมืดมนของ Dogs, Pigs, และ Sheep อัลบั้มนี้ถูกโอบอุ้มไว้ด้วยเพลงอะคูสติกสั้นๆ สองเพลงที่ชื่อเดียวกันคือ Pigs on the Wing (Part 1 & 2) ซึ่งทำหน้าที่เป็นบทนำและบทส่งท้าย
นี่คือเพลงรักที่ Roger Waters แต่งให้กับ Carolyne Christie ภรรยาใหม่ของเขาในขณะนั้น (ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งในงานของ Pink Floyd ยุคนั้น) นัยยะของเพลงนี้สำคัญมาก เพราะมันคือข้อความที่บอกว่า หากปราศจากความรักและความห่วงใยซึ่งกันและกัน เราก็คงไม่ต่างอะไรกับหมูบินได้ (Pigs on the wing) ที่ต้องเผชิญกับภัยอันตรายตามลำพัง ความรักคือสิ่งเดียวที่ช่วยยึดเหนี่ยวความเป็นมนุษย์เอาไว้ท่ามกลางสังคมสัตว์ป่า
ตำนานหมูบินเหนือโรงไฟฟ้า: ศิลปะที่หลุดการควบคุม
จะไม่พูดถึงหน้าปกอัลบั้มคงเป็นไปไม่ได้ ภาพหมูเป่าลมขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่เหนือ Battersea Power Station กลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ร็อก

เบื้องหลังภาพนี้มีความโกลาหลซ่อนอยู่ ในวันที่ถ่ายทำ เชือกที่ยึดเจ้าหมูยักษ์ (ที่มีชื่อเล่นว่า Algie) เกิดขาด ทำให้มันลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า ผ่านเส้นทางบินของสนามบิน Heathrow จนนักบินต้องแจ้งหอบังคับการด้วยความงุนงงว่า “เห็นหมูบินได้” เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เที่ยวบินต้องถูกยกเลิก และกองทัพอากาศต้องออกตามล่าเจ้า Algie ก่อนที่มันจะไปตกในทุ่งนาของเกษตรกรคนหนึ่ง ซึ่งบ่นอุบว่ามันทำให้วัวของเขาตกใจ
เหตุการณ์นี้แม้จะเป็นอุบัติเหตุ แต่กลับกลายเป็นการโปรโมตชั้นดีที่ตอกย้ำความ “เหนือจริง” และความบ้าบิ่นของ Pink Floyd ได้เป็นอย่างดี
กระจกเงาที่ยังคงสะท้อนความจริง
Animals อาจไม่ใช่เพลงที่ฟังง่ายเหมือน Money หรือซาบซึ้งเหมือน Wish You Were Here แต่มันคืองานศิลปะที่ซื่อตรงและกล้าหาญที่สุดชิ้นหนึ่งของ Pink Floyd เสียงกีตาร์ของ David Gilmour ในอัลบั้มนี้มีความดิบและเกรี้ยวกราดที่สุดเท่าที่เขาเคยบันทึกเสียงมา ในขณะที่เนื้อหาของ Roger Waters ก็แหลมคมจนบาดลึก
แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี แต่เมื่อเรามองดูสังคมปัจจุบัน—การแก่งแย่งชิงดีในโลกธุรกิจ (Dogs), นักการเมืองที่เล่นละครตบตาประชาชน (Pigs), และผู้คนที่ถูกชักจูงโดยสื่อโซเชียลมีเดีย (Sheep)—เราจะพบว่าอัลบั้ม Animals ไม่เคยล้าสมัย มันยังคงทำหน้าที่เป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน จนน่าขนลุก


อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ



