Skip to content

[รีวิว] Below : มันซ่อนอยู่ใต้น้ำลึก (2026) | เมื่ออสูรกายใต้สมุทรจมดิ่งสู่ความตื้นเขิน และความล้มเหลวของการเล่าเรื่องที่หลงทาง

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

หากจะกล่าวถึงความคาดหวังที่มีต่อมินิซีรีส์หกตอนจบของ Netflix อย่าง Below – มันซ่อนอยู่ใต้น้ำลึก ที่เพิ่งออกฉายในปี 2026 นี้ หน้าหนังและวัตถุดิบตั้งต้นของมันคือส่วนผสมที่ชวนให้น้ำลายสอสำหรับคอหนังระทึกขวัญอย่างแท้จริง การได้นักแสดงนำชายที่กำลังอยู่ในช่วงคืนฟอร์มอย่างดุดันเช่น จอช ฮาร์ทเน็ตต์ มาประกบคู่กับ แม็คเคนซี เดวิส และ ชาร์ลี ฮีตัน ท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเหน็บ โดดเดี่ยว และเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความลึกลับของหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ในรัฐนิวฟันด์แลนด์ ประเทศแคนาดา ทุกอย่างดูพร้อมที่จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่ความสยองขวัญระดับจักรวาลแบบเอช.พี. เลิฟคราฟท์ หรือความกดดันในพื้นที่ปิดตายสไตล์สตีเฟน คิง ทว่าเมื่อเราทนดูไปจนถึงฉากสุดท้ายที่หน้าจอมืดลง ความรู้สึกเดียวที่หลงเหลืออยู่กลับไม่ใช่ความขนพองสยองเกล้า แต่เป็นความว่างเปล่าและคำถามตัวโตๆ ว่า ซีรีส์ที่มีวัตถุดิบชั้นเลิศขนาดนี้ ทำไมถึงปรุงออกมาได้จืดชืด สับสน และดูถูกสติปัญญาคนดูได้ถึงเพียงนี้

จุดเริ่มต้นของความพังทลายใน Below คืออาการที่นักวิจารณ์ฝั่งอเมริกาหลายคนลงความเห็นตรงกันว่ามันคือโรคประจำตัวของซีรีส์ Netflix ยุคหลัง นั่นคือการยัดเยียดพล็อตเรื่องย่อยที่ไร้แก่นสารเข้ามาจนล้นทะลัก แล้วทอดทิ้งมันไปอย่างไม่ไยดีเพื่อยื้อเวลาให้ครบหกตอน ซีรีส์เปิดเรื่องมาอย่างน่าสนใจด้วยปมบาดแผลในอดีตของ คาลวิน เพนนีย์ ชาวประมงผู้แบกรับความรู้สึกผิดจากการตัดเชือกเรือเมื่อสี่สิบปีก่อนเพื่อรักษาชีวิตครอบครัว จนทำให้ต้องย้ายถิ่นฐานจากเกาะลิตเติลพอตร็อกมาอยู่ที่เมืองสนุ๊กส์อาร์ม แต่เมื่อภูเขาน้ำแข็งปริศนาที่เต็มไปด้วยเมือกประหลาดและกลิ่นแอมโมเนียลอยเข้ามาในอ่าว แทนที่ซีรีส์จะโฟกัสไปที่ความกดดันของการเอาชีวิตรอดและการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับใต้ทะเลลึก บทละครกลับแตกแขนงออกไปสู่เรื่องราวที่ไม่จำเป็นนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปมหนี้สินนอกระบบของลูกชายคนโตอย่าง เจย์ ที่จู่ๆ ก็ขับรถพุ่งลงน้ำหนีเจ้าหนี้แล้วให้หมึกยักษ์มาคาบรถไปกินแบบตลกคาเฟ่ หรือปมอาการป่วยของคนในเมืองที่ติดเชื้อจากเมือกในน้ำแข็งจนกระหายน้ำคลุ้มคลั่งราวกับซอมบี้ ซึ่งปูมาอย่างน่ากลัวว่าจะกลายเป็นวิกฤตการณ์ล้างเมือง แต่พอเข้าช่วงท้าย ทุกคนกลับหายดีเป็นปลิดทิ้งนอกจอเสียอย่างนั้น เพียงเพราะนักวิทยาศาสตร์สาวอย่าง ดร.ฟอนดา โฮแวนเดอร์ บอกว่าแค่กักตัวไว้สี่สิบแปดชั่วโมงก็ปลอดภัยแล้ว ความตึงเครียดทั้งหมดที่สร้างมาจึงพังครืนลงมาไม่เป็นท่า

ความน่าหงุดหงิดในระดับตรรกะวิบัติของบทละครยังแสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ในตอนที่สองที่ตัวละครมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่เห็นหนวดของอสูรกายใต้ทะเลโจมตีอย่างชัดเจน แต่ในฉากประชุมเมือง พวกเขากลับเลือกที่จะไม่เปิดวิดีโอนั้นให้ชาวบ้านดู เพียงเพราะคนเขียนบทต้องการจะยื้อความลับนี้ออกไปให้คนในเมืองค่อยๆ รู้ความจริงทีละนิด การจงใจทำให้ตัวละครตัดสินใจโง่ๆ เพื่อให้เรื่องราวดำเนินต่อไปได้ คือสัญญาณของงานเขียนบทที่มักง่าย นอกจากนี้ ซีรีส์ยังมีนิสัยเสียในการชอบให้ตัวละครพูดอธิบายทุกอย่างที่คิดหรือทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นออกมาตรงๆ ราวกับกลัวว่าผู้ชมจะตีความเองไม่เป็น จนทำลายบรรยากาศความลึกลับที่ควรจะมีไปจนหมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น การที่ ดร.ฟอนดา ทุบน้ำแข็งในห้องแล็บแล้วเจอหมึกทารกคลานออกมา ก่อนที่มันจะตกลงไปในตู้แช่แข็งแล้วเธอก็แค่ปิดฝาไว้โดยที่ซีรีส์ไม่เคยกลับมาพูดถึงหมึกตัวนั้นอีกเลยจนจบเรื่อง ก็เป็นอีกหนึ่งหลักฐานของความสะเพร่าในการผูกปมแล้วลืมแก้ของทีมเขียนบท

ในขณะเดียวกัน หากมองผ่านสายตาของผู้ชมและนักวิจารณ์ฝั่งแคนาดา โดยเฉพาะชาวนิวฟันด์แลนด์ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่จริงในการถ่ายทำ ความไม่พอใจยิ่งทวีคูณในแง่ของการใช้ฉากหลังอย่างสิ้นเปลือง เมืองสนุ๊กส์อาร์มในความเป็นจริงคือชุมชนประมงที่ถูกทิ้งร้างไปเมื่อปี 2018 จากนโยบายการย้ายถิ่นฐานของรัฐบาล ซึ่งมีประวัติศาสตร์และบาดแผลทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งมาก แต่ซีรีส์กลับหยิบยืมภูมิประเทศอันงดงามและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้เป็นเพียงวอลเปเปอร์ประดับฉาก นักแสดงพยายามดัดสำเนียงนิวฟันด์แลนด์และพ่นคำศัพท์ท้องถิ่นอย่างคำว่า มัดเดอร์ หรือ แดตแดร์ ออกมาอย่างจงใจจนฟังดูฝืนธรรมชาติในหลายจังหวะ และที่น่าเสียดายที่สุดคือ การแสดงของ ชาร์ลี ฮีตัน ในบท เวด ลูกชายคนเล็ก ที่นักวิจารณ์อเมริกันถึงกับเปรียบเปรยว่าเหมือนกอลลัมผสมกับแบร์รี คีโอกัน คือมีความพยายามจะแสดงความแปลกแยกและเก็บกดออกมาจนล้นเกินพอดี กลายเป็นความน่ารำคาญมากกว่าน่าเห็นใจ

จุดที่ทำให้ Below ก้าวข้ามจากความน่าเบื่อไปสู่ความไร้สาระอย่างสมบูรณ์แบบ หรือที่เรียกว่าเป็นจุดตายของเรื่อง คือเนื้อหาในตอนที่ห้าบนเกาะลิตเติลพอตร็อก เมื่อคาลวินและเวดต้องไปเจอกับครอบครัวของ วอลตัน บัดเจลล์ ที่ไม่ยอมย้ายออกจากเกาะและตั้งตนเป็นลัทธิบูชาหมึกยักษ์ คอยจับคนโยนลงทะเลเพื่อแลกกับปลา และการที่เวดไปตกหลุมรักแม็กกี้ ลูกสาวของวอลตันอย่างรวดเร็ว องค์ประกอบเรื่องลัทธิประหลาดนี้ถูกโยนเข้ามาแบบผิดที่ผิดทาง ราวกับหลุดมาจากหนังคนละม้วน พอคาลวินเผาบ้านหนีออกมาได้ เส้นเรื่องของครอบครัวคนบ้ากลุ่มนี้ก็ถูกตัดทิ้งไปกลางอากาศโดยไม่มีการพูดถึงชะตากรรมของพวกเขาอีกเลย มันคือการเขียนบทแบบคิดอะไรออกก็ใส่เข้ามาเพื่อสร้างความตื่นเต้นระยะสั้น แต่ไร้ซึ่งความเชื่อมโยงกับแก่นเรื่องหลักอย่างสิ้นเชิง

และการหักเลี้ยวของโทนเรื่องในตอนจบก็คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายซีรีส์เรื่องนี้จนย่อยยับ จากเรื่องราวที่ปูมาตลอดห้าตอนให้เราเชื่อว่านี่คือศึกตัดสินระหว่างมนุษย์กับอสูรกายดึกดำบรรพ์ขนาดมหึมาสไตล์ Jaws จู่ๆ ในตอนที่หก ซีรีส์กลับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสารคดีอนุรักษ์ธรรมชาติผสมหนังครอบครัวสไตล์ Free Willy เมื่อความจริงเปิดเผยว่า ภูเขาน้ำแข็งก้อนยักษ์คือก้อนเมือกหุ้มไข่ และเจ้าหมึกยักษ์ก็คือแม่ผู้แสนประเสริฐที่หนีน้ำทะเลอุ่นจากภาวะโลกร้อนลงมาเพื่อปกป้องลูกน้อย ส่วนผู้ร้ายที่แท้จริงไม่ใช่สัตว์ประหลาด แต่เป็นตระกูลคร็อกเกอร์ นายทุนเจ้าของโรงงานปลาที่พยายามบีบให้ชาวบ้านย้ายออกเพื่อจะฮุบที่ดินไปทำเหมืองแร่โคบอลต์และทองแดง

การพยายามใส่ประเด็นทุนนิยมสามานย์และวิกฤตภาวะโลกร้อนเข้ามาในหนังสัตว์ประหลาดไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อมันถูกเล่าอย่างทื่อๆ และไร้ชั้นเชิง มันจึงกลายเป็นความตลกขบขัน คาลวินที่เพิ่งเห็นคนในชุมชนและชาวประมงถูกหมึกยักษ์ฉีกร่างตายไปเกือบยี่สิบศพ กลับเกิดดวงตาเห็นธรรม รู้สึกเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับแม่หมึกยักษ์ในฐานะหัวอกคนเป็นพ่อแม่ที่ถูกผู้มีอำนาจคุกคามเหมือนกัน จนยอมเสี่ยงตายเอาเรือไปลากภูเขาน้ำแข็งรังไข่ออกไปสู่ทะเลลึกเพื่อช่วยชีวิตอสูรกายที่เพิ่งฆ่าเพื่อนบ้านของเขาไปหมาดๆ ความพยายามจะบิวต์อารมณ์ซึ้งในฉากที่คาลวินสบตากับหมึกยักษ์และตัดเชือกปล่อยมันไป จึงเป็นความซาบซึ้งที่กลวงโบ๋และขัดแย้งกับสามัญสำนึกอย่างรุนแรง และที่น่าตลกยิ่งกว่าคือ ท้ายที่สุด ดร.ฟอนดา ก็สรุปให้ฟังหน้าตาเฉยว่า แม่หมึกตายหลังจากคลอดลูกตามธรรมชาติ และลูกหมึกทั้งหมดก็ตายเรียบเพราะน้ำทะเลแถบนั้นอุ่นเกินไป เท่ากับว่าวีรกรรมเสี่ยงตายทั้งหมดของครอบครัวเพนนีย์ในการลากน้ำแข็งออกไปนั้น สูญเปล่าโดยสิ้นเชิงในแง่ของการช่วยชีวิตสัตว์

ไม่เพียงแค่นั้น ตอนจบที่คาลวินกลับมาเปิดโรงกลั่นเหล้าและร้านเหล้าชื่อบิ๊กสควิดอย่างมีความสุข ก่อนจะขับเรือออกไปเจอฝูงภูเขาน้ำแข็งรังไข่หมึกอีกนับสิบก้อนลอยมาเต็มขอบฟ้า แล้วตัดจบแบบค้างคาเพื่อปูทางไปสู่ซีซั่นสอง ทั้งที่โฆษณาไว้ตั้งแต่แรกว่าเป็นลิมิเต็ดซีรีส์ที่จบในตัวเอง คือการตบหน้าคนดูที่อุทิศเวลาหกชั่วโมงให้กับเรื่องนี้ ท้ายที่สุดแล้ว Below จึงเป็นได้แค่ความทะเยอทะยานที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แม้การแสดงอันหนักแน่นของ จอช ฮาร์ทเน็ตต์ จะพยายามแบกซีรีส์ไว้บนบ่าอย่างสุดความสามารถเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจพยุงบทละครที่รั่วไหลเหมือนเรือผุๆ ลำนี้ไม่ให้จมลงสู่ก้นบึ้งของความล้มเหลวได้ นี่คือซีรีส์ที่เริ่มต้นด้วยความหวังว่าจะได้เห็นอสูรกายอันน่าสะพรึงกลัว แต่กลับจบลงด้วยการเป็นเพียงก้อนเมือกน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ละลายหายไปโดยไม่ทิ้งความประทับใจใดๆ ไว้ในความทรงจำเลย

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole