Skip to content

[รีวิว] Operation Fortune: Ruse de Guerre : ปฏิบัติการระห่ำ โครตคนฟอจูน (2023) | มายาการซ้อนกลและการร่ายรำบนความซ้ำซากในจักรวาลเรขาคณิตของ กาย ริชชี่

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

ในการรับชมภาพยนตร์แนวสายลับยุคปัจจุบัน เรามักถูกหล่อหลอมด้วยกรอบแนวคิดสองขั้ว ขั้วหนึ่งคือความสมจริงหม่นหมองและตึงเครียดในแบบฉบับของ เจสัน บอร์น (Jason Bourne) หรือ เจมส์ บอนด์ ยุค แดเนียล เครก และอีกขั้วหนึ่งคือความเหนือจริงที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและฉากแอ็กชันท้าทายแรงโน้มถ่วงแบบ Mission: Impossible ทว่าเมื่อ กาย ริชชี่ (Guy Ritchie) ก้าวเข้ามาในสมรภูมินี้ด้วย Operation Fortune: Ruse de Guerre (2023) เขากลับเลือกที่จะไม่เดินตามทั้งสองเส้นทาง แต่กลับหันไปหยิบจับวัตถุดิบที่ดูเหมือนจะ “ตกยุคและจำเจที่สุด” มาปัดฝุ่น ปรุงแต่งใหม่ด้วยสุนทรียศาสตร์ส่วนตัว จนกลายเป็นงานศิลปะป็อปคอร์นที่แม้จะตื้นเขินในเชิงโครงสร้างพล็อต แต่กลับลึกซึ้งอย่างยิ่งในเชิงสไตล์และการจัดการจังหวะภาพยนตร์

หากเรามองผ่านพื้นผิวของบทภาพยนตร์ที่เขียนโดย อิวาน แอตกินสัน และ มาร์น เดวีส์ ร่วมกับ กาย ริชชี่ เราจะพบกับโครงเรื่องที่แทบจะลอกเลียนแบบสูตรสำเร็จของหนังจารกรรมทุกเรื่องในโลก เรื่องราวของ “The Handle” วัตถุอันตรายปริศนาที่ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร แต่ทุกคนพร้อมจะฆ่ากันเพื่อแย่งชิงมันมา มีนายหน้าค้าอาวุธพันล้านผู้หลงใหลในโลกภาพยนตร์ มีสายลับฝีมือดีที่ทำงานเพื่อเงินและไวน์ราคาแพง และมีแผนการลอบเร้นที่ต้องอาศัยดาราดังระดับฮอลลีวูดมาเป็นเหยื่อล่อ ทั้งหมดนี้หากตกอยู่ในมือของผู้กำกับทั่วไป มันคงกลายเป็นเพียงหนังแผ่นเกรดบีที่ถูกลืมเลือนได้ง่ายดาย แต่สิ่งที่ทำให้ Operation Fortune รอดพ้นจากความหายนะทางความคิดสร้างสรรค์ คือวิธีที่ กาย ริชชี่ ใช้ “การประชดชันตัวเอง”  และ “มายาการซ้อนมายาการ” มารับมือกับความซ้ำซากเหล่านั้น

ศูนย์กลางความอัจฉริยะที่แฝงอยู่ในความเรียบง่ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการเปลี่ยนสถานะของตัวละครจาก “ผู้ปฏิบัติการ” ให้กลายเป็น “นักแสดง” โครงเรื่องไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการสืบสวนเชิงลึก แต่ขับเคลื่อนด้วย “การแสดงละครซ้อนละคร” การดึงตัว แดนนี่ ฟรานเชสโก้ (รับบทโดย จอช ฮาร์ตเน็ตต์) ดาราดังผู้ขี้ขลาดให้มารับบทเป็นตัวล่อในชีวิตจริงเพื่อเข้าหา เกร็ก ซิมมอนด์ส (รับบทโดย ฮิว แกรนท์) มหาเศรษฐีค้าอาวุธผู้คลั่งไคล้ดาราภาพยนตร์ เป็นการวิพากษ์วงการมายาอย่างแยบคาย เกร็ก ซิมมอนด์ส ไม่ได้ซื้ออาวุธเพื่อทำลายโลกในฐานะวายร้ายแบบเก่า แต่เขาซื้อเพราะมันเป็น “เครื่องประดับแสดงสถานะ” เช่นเดียวกับการที่เขาต้องการครอบครองดาราภาพยนตร์อย่างแดนนี่ กาย ริชชี่กำลังบอกเราว่า ในโลกทุนนิยมระดับสุดยอด ทุกสิ่งคือสินค้าเพื่อความบันเทิง ไม่เว้นแม้แต่ความตาย อาวุธทำลายล้างสูง หรือแม้แต่ตัวตนของสายลับเอง

ความน่าสนใจในเชิงสัญลักษณ์ของการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ อยู่ที่จุดไคลแมกซ์ของเรื่อง เมื่อ “The Handle” ถูกเปิดเผยว่ามันไม่ใช่ระเบิดปรมาณูหรือไวรัสร้ายแรง แต่เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงที่สามารถเจาะระบบการเงินโลกและทำให้ตลาดหุ้นล่มสลายได้ในพริบตา ซึ่งเป็นสัญญะของ “ความว่างเปล่าที่ทรงพลังที่สุดในยุคดิจิทัล” ทว่าวิธีที่ออร์สัน ฟอร์จูน (รับบทโดย เจสัน สเตธัม) และทีมงานของเขาหยุดยั้งภัยพิบัตินี้ กลับไม่ใช่การใช้แฮกเกอร์อัจฉริยะต่อสู้ทางเทคโนโลยีอันซับซ้อน แต่เป็นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพแบบอนาล็อกร่วมกับการเจรจาต่อรองแบบพ่อค้า การที่กาย ริชชี่ให้ เกร็ก ซิมมอนด์ส ยอมช่วยเหลือฝั่งพระเอกในตอนท้ายไม่ใช่เพราะเขากลับใจ แต่เป็นเพราะเขาถูกกระตุ้นด้วย “จริยธรรมของนักธุรกิจที่เกลียดชังการถูกทรยศ” และความต้องการที่จะเป็นฮีโร่ในภาพยนตร์ชีวิตจริงของตัวเอง ยิ่งตอกย้ำว่าในโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่มีธรรมะหรืออธรรมที่แท้จริง มีเพียงคนสองกลุ่มที่เล่นเกมเก็งกำไรและแย่งชิงผลประโยชน์ภายใต้หน้ากากที่เรียกว่าหน้าที่

เจสัน สเตธัม ในบท ออร์สัน ฟอร์จูน คือภาพสะท้อนของการสลายสัญญะวีรบุรุษแอ็กชันแบบเดิม ๆ เขาไม่ใช่ เจมส์ บอนด์ ที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์รัฐชาติ และไม่ใช่ อีธาน ฮันท์ ที่พร้อมตายเพื่อความถูกต้อง ออร์สันคือผู้รับเหมาอิสระระดับไฮเอนด์ที่มีอาการตื่นตระหนก หากไม่ได้ดื่มไวน์ราคาขวดละหลายพันปอนด์ หรือไม่ได้พักผ่อนในรีสอร์ตสุดหรู การที่กาย ริชชี่ใส่รายละเอียดเหล่านี้เข้ามาเป็นการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของอาชีพสายลับ เปลี่ยนความกล้าหาญให้กลายเป็น “งานประจำที่ต้องได้รับการชดเชยอย่างคุ้มค่า” ความสัมพันธ์ระหว่างออร์สันและเนธาน (รับบทโดย แครี่ เอลเวส) นายจ้างของเขา จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศของระบบทุนนิยมและการต่อรองค่าตอบแทนที่ดูตลกร้ายและสมจริงอย่างประหลาด

ในขณะที่ ซาร่าห์ (รับบทโดย ออเบรย์ พลาซา) ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ของ “สาวบอนด์” หรือเทคนิคเชียนหญิงในหนังสายลับทั่วไป เธอไม่ได้เป็นเพียงมันสมองหลังจอมอนิเตอร์ แต่เธอคือผู้ควบคุมจังหวะโทนเสียงของหนังผ่านการใช้วาจาประชดประชันและเสน่ห์ที่คาดเดาไม่ได้ การแสดงของพลาซ่าช่วยสร้างระยะห่างระหว่างคนดูกับความรุนแรงในเรื่อง ทำให้เราไม่รู้สึกตื่นตระหนกกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน แต่กลับเฝ้ามองมันด้วยความสนุกสนานประหนึ่งกำลังดูการแสดงตลกสดๆ

สิ่งที่ทำให้ Operation Fortune ยังคงเป็นภาพยนตร์ของ กาย ริชชี่ อย่างแท้จริง แม้จะไม่มีการใช้การตัดต่อสลับไปมาอย่างบ้าคลั่งเหมือนงานยุคแรกอย่าง Lock, Stock and Two Smoking Barrels คือ “เรขาคณิตของการจัดวางองค์ประกอบศิลป์และการเคลื่อนกล้อง” ริชชี่ใช้ทัศนียภาพอันงดงามของตุรกีและกาตาร์เป็นฉากหลังในการสร้างภาพตัดกันระหว่างความหรูหราระดับมหาเศรษฐีและความโหดเหี้ยมของการฆ่าฟัน ฉากแอ็กชันในอุโมงค์ใต้ดินหรือบนหอคอยกระจกถูกออกแบบมาด้วยมุมกล้องที่เฉียบคม เน้นการเคลื่อนที่ในแนวระนาบและแนวดิ่งที่สมมาตร เป็นการควบคุมความโกลาหลด้วยระเบียบวิธีทางภาพศาสตร์ ซึ่งช่วยยกระดับพล็อตเรื่องที่แบนราบให้มีมิติทางสายตาขึ้นมาทันทีแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่งานระดับขึ้นหิ้งหรือสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการภาพยนตร์เทียบเท่ากับงานคลาสสิกของเขา แต่ Operation Fortune: Ruse de Guerre คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า ผู้กำกับที่มีลายเซ็นเด่นชัดและเข้าใจในศาสตร์แห่งความบันเทิงอย่างลึกซึ้ง สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จเกร่อ ๆ ให้กลายเป็นการแสดงโชว์ที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยมได้ กาย ริชชี่ไม่ได้พยายามปฏิวัติแนวหนังสายลับ แต่เขาเลือกที่จะล้อเลียน ยั่วล้อ และจัดวางมันใหม่ด้วยความรักและความเข้าใจในมายาการของโลกภาพยนตร์อย่างแท้จริง ทำให้การเดินทางไปกับภารกิจลวงโลกครั้งนี้ เป็นความรื่นรมย์ทางสายตาและสติปัญญาที่คนรักหนังไม่ควรมองข้าม

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole