Skip to content

นักเดินทาง : กัมปะนี | บางการเดินทางไม่ได้พาเราไปพบโลกใบใหม่ แต่พาเรากลับมาพบความหมายของชีวิต

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

มีบทเพลงไม่กี่เพลงในโลกดนตรีที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับอายุขัยของผู้ฟังได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพลงที่เมื่อครั้งยังเยาว์วัย เราเคยได้ยินผ่านหูแล้วจินตนาการถึงภาพทิวทัศน์ข้างทาง แต่เมื่อเข็มนาฬิกาหมุนผ่านไปหลายทศวรรษ ท่วงทำนองเดิมและคำร้องเดิมกลับเผยมิติที่ลึกซึ้งราวกับเป็นคนละเพลง “นักเดินทาง” ของวง “กัมปะนี” (Company) จากอัลบั้ม “ไม่มีจำกัด” (Unlimited) คือหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซของวงการเพลงไทยยุค 90s ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งบันทึกความทรงจำและกระจกสะท้อนสัจธรรมของชีวิต บทเพลงที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงดนตรีขับกล่อมระหว่างการเดินทางไกล แต่คือเข็มทิศทางจิตวิญญาณสำหรับใครก็ตามที่ใช้ชีวิตเดินผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน

การรวมตัวของสามขุนพลเบื้องหลัง สู่ซุปเปอร์แบนด์ที่ชื่อว่า “กัมปะนี”

ย้อนกลับไปในช่วงรอยต่อของปี พ.ศ. 2534 ถึง 2535 ยุคทองของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ สามคนดนตรีเบื้องหลังระดับหัวกะทิอย่าง จ๊อด กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา โปรดิวเซอร์คู่บุญของวงไมโครและอัสนี-วสันต์, อรรณพ จันสุตะ มือกลองและซาวด์เอ็นจิเนียร์ชั้นครูจากวงบัตเตอร์ฟลาย และ ฉ่าย สมชัย ขำเลิศกุล มือกีตาร์สำเนียงบลูส์อันลุ่มลึก ได้โคจรมารวมตัวกันเฉพาะกิจในนามวง “กัมปะนี” (พ้องเสียงจากคำว่า Company ที่แปลว่าเพื่อนร่วมทาง) พร้อมสร้างสรรค์อัลบั้มชุดประวัติศาสตร์เพียงชุดเดียวในชื่อ “ไม่มีจำกัด” ผลงานที่ทลายกรอบเพลงป๊อปกระแสหลักด้วยการหลอมรวมดนตรีร็อก บลูส์ และโฟล์ก เข้ากับเนื้อหาสะท้อนสังคมและปรัชญาชีวิต แม้คนส่วนใหญ่จะจดจำอัลบั้มนี้จากเพลงฮิตหน้าเออย่าง “กลับคำเสีย” หรือ “สรุปว่า…บ้า” แต่สำหรับนักฟังเพลงที่พลิกตลับเทปคาสเซ็ทมาสำรวจหน้าบี (B-Side) พวกเขากลับได้พบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่อย่างเงียบเชียบในบทเพลงที่มีชื่อว่า “นักเดินทาง”

ความงดงามของเพลงนี้เกิดจากการสอดประสานระหว่างเมโลดี้ที่ละเมียดละไมของฉ่าย และเสียงร้องนำอันอบอุ่นแฝงความกร้านโลกของจ๊อดโดยมี สุรักษ์ สุขเสวี นักแต่งเพลงหนุ่มวัยเพียง 23 ปีเป็นผู้จรดปากกาเขียนคำร้อง ความน่าทึ่งคือเขากลับไม่ได้กลั่นกรองบทกวีชิ้นนี้ในห้องอัดเสียงที่เคร่งขรึม แต่เกิดจากการนำเทปเดโมทำนองดิบที่ไร้โจทย์กำกับ ใส่เครื่องเล่นซาวด์อะเบาท์เสียบหูฟังเดินหาซื้อของขวัญปีใหม่ให้พี่ๆ แม่บ้านของแกรมมี่ในห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ โครงสร้างเมโลดี้แบบเพลงบัลลาดที่เน้นการเล่าเรื่องอย่างเรียบง่ายได้ปลุกให้ประโยคแรกสว่างวาบขึ้นมาในหัว จนเขาต้องรีบหยุดฝีเท้าคว้ากระดาษ A4 ในกระเป๋ามาจดไว้ แล้วเดินไปนั่งร่ายยาวต่อบริเวณลานน้ำพุชั้นหนึ่งซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของห้างในยุคนั้น

จากเวลาที่ยาวนาน กับวันวานที่เลยไป…
— กัมปะนี (คำร้องโดย สุรักษ์ สุขเสวี)

เพียงไม่นานที่นั่งฟังเสียงน้ำพุคลอไปกับเดโมในหูฟัง เขาก็ค้นพบประโยคสำคัญที่เปรียบเปรยชีวิตมนุษย์ดั่งผู้รอนแรมบนหนทางไกล และเขียนเนื้อร้องจนคืบหน้าไปถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก่อนนำกลับไปขัดเกลาต่อที่บ้าน วันรุ่งขึ้นเมื่อนำต้นฉบับไปส่งให้ นิติพงษ์ ห่อนาค หัวหน้าทีมเขียนเนื้อเพลงพิจารณา ความแปลกใหม่ของสำนวนภาษาที่ฉีกกรอบไปจากเพลงรักทั่วไปแต่เปี่ยมด้วยสัจธรรมชีวิตที่ลึกซึ้งเกินวัย ก็สร้างความประทับใจให้กับสมาชิกวงกัมปะนีอย่างท่วมท้น ยิ่งได้มิวสิกวิดีโอที่มีเพื่อนพ้องศิลปินอย่างวงนูโวและ ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล มาร่วมถ่ายทอดภาพจำแห่งมิตรภาพและการรอนแรม ไปจนถึงการนำไปแสดงสดอย่างยิ่งใหญ่บนเวทีคอนเสิร์ตวันคุ้มครองโลก (Earth Day ครั้งที่ 2) ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2535 ก็ยิ่งตอกย้ำให้ “นักเดินทาง” กลายเป็นบทเพลงอมตะที่เชื่อมโยงการเดินทางของมนุษย์เข้ากับกาลเวลาและโลกใบใหญ่อย่างสมบูรณ์แบบ

จากมุมมองเด็ก ป.6 สู่การตกผลึกทางปรัชญาในวัยสี่สิบปี

ความมหัศจรรย์ของเพลง “นักเดินทาง” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอัดเสียง แต่มันทำงานกับหัวใจของผู้ฟังผ่านกาลเวลา ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็กชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในยุคที่ตลับเทปยังหมุนอยู่ในเครื่องเล่นวิทยุ ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงกีตาร์ลี๊ดสอดประสานกับจังหวะกลองที่เดินหน้าไปอย่างมั่นคง พร้อมกับท่อนนำที่มีเสียงร้องคอรัสคำว่า “ลา… ลา” ล่องลอยอยู่ในอากาศ ในวัยเพียงสิบกว่าขวบ สมองและหัวใจของเด็กคนหนึ่งตีความเพลงนี้ได้อย่างตรงไปตรงมาตามประสา นั่นคือการมองว่านี่คือเพลงสำหรับการไปเที่ยว ภาพที่ผุดขึ้นมาในจินตนาการของเด็ก ป.6 คือการได้แบกกระเป๋าเป้ขึ้นรถไฟ มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภูผาขุนเขาที่กว้างใหญ่ เห็นสายน้ำไหลผ่าน เป็นเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นและอยากออกไปสำรวจโลกกว้างตามประสาเด็กที่กำลังเติบโต

ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป ผมยังคงฟังเพลงนี้วนเวียนอยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต ผ่านวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความฝัน ก้าวสู่วัยหนุ่มที่ต้องดิ้นรนสร้างตัว พบเจอทั้งความสมหวังและการสูญเสีย จนกระทั่งวันที่เข็มนาฬิกาของชีวิตเดินทางมาแตะหลักสี่สิบปี ในวันที่เรามีบาดแผลจากโลกแห่งความเป็นจริง มีคนที่รักเดินเข้ามาและจากไป มีความสำเร็จและคราบน้ำตาสะสมอยู่ในลิ้นชักความทรงจำ การกลับมาเปิดฟังเพลง “นักเดินทาง” ของวงกัมปะนีอีกครั้งในวัย 40 ปี กลับทำให้ผมต้องนิ่งงัน ราวกับว่าม่านหมอกที่เคยบดบังแก่นแท้ของเพลงได้สลายหายไปจนหมดสิ้น

ผมเพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้เองว่า แท้จริงแล้วบทเพลงนี้ไม่ได้กำลังพูดถึงการท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ บนแผนที่โลกเลยแม้แต่น้อย แต่กัมปะนีและสุรักษ์ สุขเสวี กำลังเล่าถึง “การเดินทางของชีวิตมนุษย์” ต่างหาก ภูผาขุนเขาที่กว้างใหญ่ในเนื้อเพลงไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คืออุปสรรคและบททดสอบอันหนักหน่วงที่เราต้องก้าวข้ามผ่านในแต่ละช่วงวัย และการรอนแรมหนทางไกลก็คือระยะเวลาตั้งแต่เราลืมตาดูโลกจนถึงวันที่เราต้องอำลาจากไป

ถอดรหัสความหมายและสัจธรรมที่ซ่อนอยู่ในท่วงทำนอง

เมื่อพิเคราะห์ลึกลงไปในแต่ละวรรคตอนของเนื้อเพลงด้วยสายตาของคนที่ผ่านโลกมาสี่ทศวรรษ เราจะพบว่า “นักเดินทาง” คือบทเพลงที่นำเอาหลักปรัชญาเรื่อง “อนิจจัง” หรือความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง มาร้อยเรียงเข้ากับดนตรีโปรเกสซีฟป๊อปร็อกได้อย่างงดงามไร้ที่ติ เพลงเปิดฉากด้วยการดึงเราให้หันกลับไปมองอดีตผ่านท่อนที่ว่า “จากเวลาที่ยาวนานกับวันวานที่เลยไป จะมีภาพที่ใจยังจดยังจำไว้ทุกคืนวัน ผ่านไปเร็วดูราวเหมือนฝัน” ซึ่งสะท้อนความจริงที่ว่า ยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่ เวลาในอดีตยิ่งดูเหมือนผ่านไปเพียงแค่พริบตาเดียว ช่วงเวลาวัยเด็กที่เคยยาวนาน บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพฝันที่ฉายซ้ำอยู่ในความทรงจำ แต่กลับไม่เคยเก่าหรือเลือนรางไปจากหัวใจ

หัวใจสำคัญของบทเพลงนี้ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดในท่อนแยก (Bridge) ที่ขับขานด้วยอารมณ์อันลุ่มลึกว่า “ล่วงเลยผ่านไป ถูกกลืนกับกาลเวลา ไม่พบอะไรยั่งยืน ดุจกระแสน้ำที่ไม่คืนกลับมา” นี่คือท่อนที่คมคายที่สุดในเชิงปรัชญา เป็นการเปรียบเทียบชีวิตและกาลเวลาดั่งสายน้ำที่ไหลรินไปข้างหน้าโดยไม่มีวันไหลย้อนกลับ ไม่ว่าเราจะเคยยึดติดกับความสุขที่หอมหวานเพียงใด หรือจมปลักกับความทุกข์ที่แสนสาหัสแค่ไหน ท้ายที่สุดทุกอย่างก็จะถูกกาลเวลากลืนกินไปสิ้น ไม่เหลือสิ่งใดที่จีรังยั่งยืน สิ่งเดียวที่มนุษย์เราสามารถครอบครองได้เมื่อหันมองกลับไป ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองหรือเกียรติยศ แต่คือ “ความทรงจำ” ที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและน้ำตาคละเคล้ากันไป

เสียงดนตรีในช่วงโซโล่กีตาร์ของฉ่าย สมชัย ไม่ได้เน้นการโชว์เทคนิคที่หวือหวาเกรี้ยวกราด แต่เป็นการบรรเลงเมโลดี้ที่ฟังดูเหมือนเสียงทอดถอนหายใจอย่างเข้าใจโลก ก่อนที่เพลงจะพาเราไปสู่บทสรุปอันทรงคุณค่าในท่อนสุดท้ายว่า ในเมื่อเราไม่มีหนทางใดที่จะนำวันวานหวนคืนมาได้ สิ่งที่ “นักเดินทาง” อย่างเราพึงกระทำในขณะที่ยังมีลมหายใจก้าวเดินต่อไปในเวลาข้างหน้า คือการ “เก็บความจริงในการค้นหา เป็นบันทึกล้ำค่าและยิ่งใหญ่ เขียนเรื่องราวเอาไว้ในใจตลอดเวลา” คำว่าความจริงในการค้นหาในที่นี้ คือการเรียนรู้และยอมรับความจริงของชีวิต การตระหนักรู้ว่าทุกก้าวเดินที่ผ่านมา ไม่ว่าจะผิดพลาดหรือสวยงาม ล้วนเป็นบทเรียนที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้

กว่าสามทศวรรษที่เพลง “นักเดินทาง” ของวงกัมปะนี ได้ทำหน้าที่ขับกล่อมผู้คนข้ามผ่านยุคสมัย จากยุคตลับเทปสู่ยุคสตรีมมิ่ง บทเพลงนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ซื่อสัตย์เสมอมา สำหรับเด็กคนหนึ่ง มันอาจเป็นเพลงที่ชวนให้ฝันถึงโลกกว้าง แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึงวัยกลางคน เพลงนี้คือการตบบ่าเบาๆ เพื่อบอกกับเราว่า จงภูมิใจในทุกรอยแผลและทุกรอยยิ้มที่ได้พบเจอระหว่างทาง เพราะนั่นคือหลักฐานที่งดงามที่สุดที่เราได้เกิดมาเป็น “นักเดินทาง” บนโลกใบนี้

เมื่อบทเพลง นักเดินทาง ถูกเผยแพร่ออกสู่ผู้ฟัง มันไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในเพลงประจำตัวที่แฟนเพลงของวงกัมปะนีรักมากที่สุดเท่านั้น แต่ตัวบทเพลงเองยังได้ทำหน้าที่เสมือนนักเดินทางผู้ส่งสาร พาเอาเนื้อหาอันเป็นสัจธรรมแห่งชีวิตลอยไปเข้าหูของร็อกเกอร์ระดับตำนานอย่าง อัสนี โชติกุล ความประทับใจในลีลาการเขียนเนื้อเพลงที่คมคายและลึกซึ้งเกินวัยในครั้งนั้น ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ทำให้อัสนีเอ่ยปากชักชวนสุรักษ์มาร่วมงานกันเป็นครั้งแรก จนเกิดเป็นเพลงฮิตอมตะอย่าง ลาก่อน ในอัลบั้ม รุ้งกินน้ำ เมื่อปี พ.ศ. 2536 และสำหรับผู้ที่หลงใหลในเบื้องหลังและแรงบันดาลใจของบทเพลงยุคเก้าศูนย์ เรื่องราวการเดินทางของถ้อยคำเหล่านี้ก็ได้ถูกรวบรวมไว้เป็นบันทึกอันล้ำค่าในหนังสือ เราจะนอนมองฟ้าด้วยกันอีกครั้ง ของ สุรักษ์ สุขเสวี ที่เปิดโอกาสให้แฟนเพลงได้ย้อนกลับไปสัมผัสที่มาของบทเพลงแห่งความทรงจำเหล่านี้อีกครั้ง

เนื้อเพลง นักเดินทาง – กัมปะนี (อัลบั้ม ไม่มีจำกัด)

จากเวลาที่ยาวนานกับวันวานที่เลยไป จะมีภาพที่ใจยังจดยังจำไว้ทุกคืนวัน
ผ่านไปเร็วดูราวเหมือนฝัน ภาพความหลังครั้งนั้นไม่เคยเก่า
ย้ำและเตือนในหัวใจเราตลอดเวลา

เปรียบดั่งเป็นนักเดินทางที่รอนแรมหนทางไกล ย่อมมีเรื่องมากมายมากับทางไกลที่ได้เดินมา
สู่ปลายทางในการค้นหา ผ่านภูผาขุนเขาที่กว้างใหญ่
ทิ้งร่องรอยเอาไว้ในใจ ไม่อาจลืมเลือน

ล่วงเลยผ่านไป ถูกกลืนกับกาลเวลา ไม่พบอะไรยั่งยืน ดุจกระแสน้ำที่ไม่คืนกลับมา
หันมองกลับไปก็มีแต่ความทรงจำ ชีวิตที่เคยผ่านมาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มและน้ำตาเก็บไว้

จากทางไกลที่เดินมา สู่เวลาที่เดินไป ไม่มีหนทางใดที่จะนำวันนั้นหวนคืนมา
เก็บความจริงในการค้นหาเป็นบันทึกล้ำค่าและยิ่งใหญ่
เขียนเรื่องราวเอาไว้ในใจตลอดเวลา

จากเวลาที่ยาวนานกับวันวานที่เลยไป จะมีภาพที่ใจยังจดยังจำไว้ทุกคืนวัน
ผ่านไปเร็วดูราวเหมือนฝัน ภาพความหลังครั้งนั้นไม่เคยเก่า
ย้ำและเตือนในหัวใจเราตลอดเวลา

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole