Skip to content

[รีวิว] Chess of the Wind (1976) | หมากกลแห่งความเสื่อมทราม เมื่ออำนาจกัดกินทุกชีวิต และความงามกลายเป็นฝันร้าย

เวลาที่ใช้อ่าน : 3 นาที

ภาพยนตร์บางเรื่องทำให้เราหลงใหลด้วยความงาม ขณะที่บางเรื่องใช้ความงามพาเราเข้าไปเผชิญหน้ากับด้านมืดของมนุษย์ Chess of the Wind หรือ Shatranj-e Baad (1976) ผลงานของ Mohammad Reza Aslani เป็นหนังประเภทหลังอย่างชัดเจน คฤหาสน์เก่าแก่ พรมเปอร์เซีย เครื่องเรือนหรูหรา และแสงเทียนอันวิจิตร ล้วนเป็นฉากหน้าของโลกที่เต็มไปด้วยความโลภ การทรยศ และการช่วงชิงอำนาจ อีกเหตุผลที่ทำให้ผมเปิดหนังเรื่องนี้ดูก็คือ หลานสาวเป็นคนแนะนำให้เราดูด้วยกัน

นอกเหนือจากคำแนะนำของหลานสาว สิ่งที่ดึงดูดผมให้ติดตามหนังเรื่องนี้คือการจัดองค์ประกอบภาพและการเคลื่อนกล้องที่ปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปตามเวลาของมันเอง แทนที่จะเร่งเร้าด้วยการตัดต่อฉับไว หนังกลับค่อย ๆ สร้างความอึดอัดผ่านพื้นที่ ความเงียบ และท่าทีของตัวละคร ราวกับทุกคนกำลังคิดคำนวณอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลังใบหน้าที่สงบนิ่ง

แต่ความน่าทึ่งไม่ได้อยู่แค่ในจอ เพราะผลงานที่สร้างขึ้นในอิหร่านก่อนการปฏิวัติปี 1979 เรื่องนี้เคยถูกมองข้ามและหายไปจากสายตาสาธารณะนานหลายสิบปี ก่อนจะได้รับการค้นพบและฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นผลงานที่ผู้ชมภาพยนตร์ทั่วโลกได้กลับมาพิจารณาคุณค่ากันอีกครั้ง

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวที่ทำลายกันเอง แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่อำนาจกลายเป็นสิ่งซึ่งทุกคนต้องแย่งชิง และไม่มีใครมั่นใจได้ว่าตัวเองจะไม่กลายเป็นเหยื่อของเกมที่กำลังเล่นอยู่

คฤหาสน์แห่งความตาย: เมื่อมรดกกลายเป็นชนวนสงคราม

เรื่องราวเริ่มต้นหลังการเสียชีวิตของหญิงผู้มั่งคั่ง ซึ่งทิ้งทรัพย์สินและคฤหาสน์ไว้ให้คนเบื้องหลังจัดการ สิ่งที่ควรเป็นมรดกกลับกลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้ง เมื่อทุกคนเริ่มเผยให้เห็นว่าความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมีผลประโยชน์ซ่อนอยู่แทบทุกชั้น

อักดาส (Aghdas) ลูกสาวของผู้ตายจากการแต่งงานครั้งก่อน เป็นทายาทผู้มีข้อจำกัดทางร่างกายและต้องใช้รถเข็น เธอต้องการปกป้องทรัพย์สินและอิสรภาพของตัวเองจากฮัจญี อามู (Hadji Amoo) สามีของผู้ตาย ซึ่งมีอำนาจภายในบ้าน ขณะเดียวกัน ญาติและคนรับใช้ต่างก็มีเป้าหมายของตัวเอง ไม่มีใครสามารถไว้วางใจใครได้อย่างเต็มที่ เพราะความช่วยเหลืออาจเป็นเพียงเครื่องมือ และความภักดีอาจสิ้นสุดลงเมื่อผลประโยชน์เปลี่ยนมือ

อักดาสเป็นตัวละครที่น่าสนใจ เพราะเธอมีทรัพย์สินเป็นฐานอำนาจ แต่กลับต้องพึ่งพาผู้อื่นในชีวิตประจำวัน ส่วนฮัจญี อามูพยายามรักษาสถานะของตัวเองผ่านบทบาทในครอบครัวและภาพลักษณ์ทางศีลธรรม ความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่จึงไม่ใช่แค่การแย่งมรดก แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างคนที่ต้องการรักษาอำนาจกับคนที่พยายามหลุดพ้นจากการถูกควบคุม

เมื่อความขัดแย้งรุนแรงขึ้น อักดาสร่วมมือกับคานิซัก (Kanizak) สาวใช้ผู้ใกล้ชิด วางแผนกำจัดฮัจญี อามู หลังลงมือทำร้ายเขา ทั้งสองซ่อนร่างที่เชื่อว่าเป็นศพไว้ในห้องใต้ดินและเตรียมกำจัดหลักฐานด้วยกรด

แต่การกำจัดศัตรูไม่ได้ทำให้ชีวิตสงบลง กลับเปิดประตูให้ความหวาดระแวงเข้าครอบงำ ข่าวลือว่ามีคนพบเห็นฮัจญี อามูหลังเหตุการณ์นั้น ทำให้อักดาสเริ่มไม่แน่ใจว่าแผนการของตัวเองสำเร็จจริงหรือไม่ ขณะที่คนรอบข้างต่างเคลื่อนไหวตามผลประโยชน์ของตน

จากเรื่องแย่งชิงมรดก หนังจึงค่อย ๆ กลายเป็นฝันร้ายทางจิตวิทยา เมื่อทุกคนพยายามควบคุมผู้อื่นเพื่อเอาตัวรอด แต่กลับไม่อาจควบคุมผลลัพธ์ของการกระทำตัวเองได้

ภาพงามราวจิตรกรรม แต่ทุกเฟรมเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

Aslani มีพื้นฐานด้านจิตรกรรมและบทกวี ซึ่งสะท้อนออกมาในภาพยนตร์ที่มีองค์ประกอบประณีตราวกับภาพวาดเคลื่อนไหวได้ กรอบประตู หน้าต่าง ซุ้มโค้ง และบันไดไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบของฉาก แต่ช่วยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร

บางคนอยู่ในพื้นที่เปิดเผย ขณะที่อีกคนอยู่ลึกเข้าไปในเงามืด บางคนมองเห็นทุกอย่าง แต่ไม่อาจควบคุมสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้ ภาพหนึ่งจึงสามารถบอกเล่าความสัมพันธ์ทางอำนาจได้หลายชั้น โดยไม่ต้องอาศัยบทสนทนาอธิบาย

คฤหาสน์เองแทบจะเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง เป็นพื้นที่ที่เก็บงำความลับ กำหนดลำดับชั้น และค่อย ๆ เปิดเผยความเสื่อมโทรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ภายใน ยิ่งภาพงดงามเพียงใด ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น

Long Take ที่ไม่ได้แค่โชว์ฝีมือ แต่บังคับให้เรามอง

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่องนี้คือความอดทนต่อเวลา กล้องไม่ได้ตัดภาพทุกครั้งที่ตัวละครเคลื่อนไหว แต่ปล่อยให้บางเหตุการณ์ดำเนินต่อเนื่อง เราจึงมีเวลาสังเกตท่าทาง การเหลือบมอง และระยะห่างระหว่างผู้คน

การหยิบสิ่งของ การเดินผ่านประตู หรือการหยุดนิ่งอยู่ในตำแหน่งเดิมนานกว่าที่คาด กลายเป็นการกระทำที่ชวนให้สงสัยว่าตัวละครกำลังคิดอะไร และกำลังปิดบังอะไรจากคนอื่น

ความตึงเครียดจึงไม่ได้เกิดจากการตัดต่อรวดเร็วหรือการพยายามทำให้ผู้ชมตกใจ แต่เกิดจากการต้องใช้เวลาอยู่กับเหตุการณ์ โดยไม่รู้ว่ามันจะนำไปสู่ผลลัพธ์แบบไหน กล้องไม่ได้บอกเราว่าควรกลัวเมื่อใด แต่ค่อย ๆ ทำให้เราไม่ไว้วางใจสิ่งที่เห็น

แสงเทียนที่สวยงามที่สุด อาจซ่อนความมืดที่น่ากลัวที่สุด

งานภาพของ Houshang Baharloo ใช้แสงและเงาสร้างบรรยากาศที่ทั้งงดงามและไม่น่าไว้วางใจ แสงเทียนขับรายละเอียดของใบหน้า เสื้อผ้า และเครื่องเรือน ขณะที่พื้นที่บางส่วนยังคงจมอยู่ในความมืด ทำให้ผู้ชมรับรู้โลกของตัวละครได้เพียงบางส่วน

ความมืดจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย แต่เป็นข้อจำกัดของการมองเห็น เราไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ และไม่อาจมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความจริงทั้งหมด

ตัวละครเองก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน พวกเขาต่างมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ต่างคาดเดาเจตนาของผู้อื่น และพยายามใช้ความไม่รู้เหล่านั้นให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ความงามของภาพจึงไม่ได้ช่วยบรรเทาความอึดอัด แต่กลับทำให้ฝันร้ายในคฤหาสน์แห่งนี้น่าจดจำยิ่งขึ้น

หมากรุกแห่งสายลม: เกมที่ไม่มีใครควบคุมได้จริง

ชื่อ Chess of the Wind ชวนให้นึกถึงเกมที่ผู้เล่นพยายามวางแผนและควบคุมทุกการเคลื่อนไหว แต่เมื่อเติมคำว่า “สายลม” เข้าไป ความมั่นคงของเกมกลับถูกสั่นคลอน เพราะไม่มีใครสามารถควบคุมทิศทางของสายลมได้อย่างแท้จริง

อักดาสต้องการปกป้องทรัพย์สิน ฮัจญี อามูต้องการรักษาอำนาจ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างมองหาโอกาสจากความขัดแย้ง ทุกคนพยายามเป็นผู้เล่นที่ฉลาดที่สุด แต่ไม่มีใครมีข้อมูลครบถ้วน หรือมั่นใจได้ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างตัวเองในวันนี้จะไม่กลายเป็นศัตรูในวันพรุ่งนี้

นี่คือความย้อนแย้งของการแสวงหาอำนาจ ยิ่งพยายามควบคุมทุกสิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องพึ่งพาการคาดเดาและการหลอกลวงมากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุด ต่อให้ใครกำจัดคู่แข่งออกจากกระดานได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับชีวิตที่สงบสุขกลับคืนมา

คฤหาสน์ในฐานะภาพย่อส่วนของสังคมอิหร่าน

Chess of the Wind สร้างขึ้นในปี 1976 ภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี แต่เรื่องราวย้อนกลับไปยังสังคมชนชั้นสูงในอดีต การเลือกใช้คฤหาสน์ที่กำลังเสื่อมโทรมเป็นพื้นที่หลัก จึงเปิดโอกาสให้ Aslani สำรวจอำนาจและการเปลี่ยนผ่านทางสังคมโดยไม่ต้องกล่าวถึงการเมืองร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา

ภายในบ้าน ทุกคนมีสถานะและตำแหน่งของตัวเอง แต่ระเบียบเหล่านั้นกลับไม่อาจป้องกันการทรยศได้ เมื่อคนมีอำนาจพยายามรักษาสถานะ คนที่อยู่ใต้คำสั่งพยายามหลุดพ้น และทุกคนต่างมองหาผลประโยชน์จากความอ่อนแอของผู้อื่น คฤหาสน์จึงกลายเป็นภาพแทนของสังคมที่ระเบียบเก่ากำลังสูญเสียความชอบธรรม

แต่หนังไม่ได้เสนอว่าการเปลี่ยนผู้ถือครองอำนาจจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นโดยอัตโนมัติ หากความสัมพันธ์ยังตั้งอยู่บนการเอารัดเอาเปรียบ ระบบใหม่ก็อาจสร้างความทุกข์ในรูปแบบใหม่ได้เช่นกัน

หญิงซักผ้า: เสียงจากโลกที่อยู่นอกกำแพง

ท่ามกลางความขัดแย้งของคนในคฤหาสน์ หนังยังพาเราออกไปพบกลุ่มหญิงซักผ้าที่พูดคุยและแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน พวกเธอทำหน้าที่คล้ายคอรัสในละครโบราณ เป็นผู้สังเกตการณ์จากภายนอกที่ช่วยให้เรื่องราวของคนมีอำนาจไม่ได้ผูกขาดมุมมองทั้งหมด

ขณะที่คนในบ้านหมกมุ่นกับการควบคุมสถานการณ์ หญิงซักผ้ายังคงทำงานและดำเนินชีวิตของตัวเอง ฉากเหล่านี้จึงช่วยให้เห็นว่าความขัดแย้งซึ่งตัวละครมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมที่ยังคงดำเนินต่อไป

ผู้หญิงที่ไม่ยอมเป็นเพียงหมากของผู้ชาย

ความสัมพันธ์ระหว่างอักดาสกับคานิซักเป็นอีกมิติที่ทำให้หนังซับซ้อนกว่าละครครอบครัวทั่วไป อักดาสมีทรัพย์สินแต่ถูกจำกัดด้วยร่างกายและสถานะทางสังคม ส่วนคานิซักเป็นสาวใช้ที่มีอิสระในการเคลื่อนไหวมากกว่า ทั้งสองต่างพึ่งพากัน แต่ก็มีความต้องการและความลับของตัวเอง

หนังไม่ได้จำกัดตัวละครหญิงให้เป็นเพียงเหยื่อหรือผู้เสียสละ พวกเธอมีความทะเยอทะยาน สามารถวางแผน และใช้ผู้อื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการเช่นเดียวกับผู้ชาย ทว่าความสามารถในการต่อรองก็ไม่ได้รับประกันว่าจะหลุดพ้นจากความรุนแรงได้

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงแสดงให้เห็นว่า ความใกล้ชิดระหว่างมนุษย์สามารถเป็นทั้งที่พึ่งพิงและพื้นที่ของการทรยศได้ในเวลาเดียวกัน

ศีลธรรมที่อยู่บนริมฝีปาก แต่ไม่เคยอยู่ในการกระทำ

อีกประเด็นที่หนังสำรวจอย่างแหลมคมคือช่องว่างระหว่างภาพลักษณ์ทางศีลธรรมกับพฤติกรรมจริง ฮัจญี อามูมีสถานะเป็นผู้ชายที่ดูเหมือนยึดถือธรรมเนียมและศาสนา แต่สถานะดังกล่าวไม่ได้ทำให้เขาปราศจากความเห็นแก่ตัว เช่นเดียวกับตัวละครอื่น ๆ ที่อาจอ้างความถูกต้องเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการแสวงหาผลประโยชน์

หนังไม่ได้จำเป็นต้องประณามศาสนาโดยตรง แต่ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์สามารถใช้กรอบคุณค่าที่สังคมยอมรับมาเป็นเครื่องมือปกป้องตัวเองได้ ความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่ระหว่างความดีและความชั่วอย่างง่าย ๆ หากอยู่ระหว่างสิ่งที่ผู้คนกล่าวว่าตนเองเชื่อ กับสิ่งที่พวกเขาทำเมื่อผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ตอนจบ: เมื่อผู้เล่นหายไป แต่เกมยังคงอยู่

เมื่อความขัดแย้งถึงจุดแตกหัก คฤหาสน์กลายเป็นพื้นที่แห่งความสูญเสีย แผนการที่ทุกคนวางไว้เพื่อควบคุมผู้อื่นกลับนำไปสู่การนองเลือดและการทำลายล้าง ไม่มีใครสามารถรักษาระเบียบเดิมไว้ได้ และไม่มีใครย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ทุกอย่างยังดูเหมือนควบคุมได้อีกต่อไป

คานิซักเป็นตัวละครที่สามารถเดินออกจากคฤหาสน์สู่โลกภายนอก การเคลื่อนไหวนี้มีความหมายมากกว่าการหลบหนี เพราะผู้หญิงที่อยู่ในตำแหน่งต่ำของลำดับชั้นภายในบ้านกลับเป็นผู้ที่สามารถก้าวออกจากพื้นที่ซึ่งกลืนกินชีวิตของคนอื่นได้

จากนั้นหนังตัดข้ามเวลาราวห้าสิบปี เผยให้เห็นกรุงเตหะรานในยุคสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยอาคาร ถนน และการเคลื่อนไหวของเมือง

ภาพเมืองที่เปลี่ยนไปทำให้เรื่องราวไม่ได้จบลงพร้อมกับครอบครัว แต่เปิดคำถามใหม่ขึ้นมา หากคฤหาสน์เป็นภาพแทนของระเบียบเก่า โลกสมัยใหม่ที่ปรากฏขึ้นภายหลังได้หลุดพ้นจากความเสื่อมทรามนั้นแล้วจริงหรือ?

หนังไม่ได้ให้คำตอบอย่างชัดเจน เพราะการเปลี่ยนแปลงภายนอกไม่ได้รับประกันว่าความโลภ การเอารัดเอาเปรียบ และการช่วงชิงอำนาจจะหายไปด้วย คฤหาสน์อาจพังทลาย แต่เกมเดิมอาจยังดำเนินต่อในสถานที่อื่น ภายใต้กติกาใหม่และผู้เล่นชุดใหม่

สำหรับผม นี่เป็นการปิดเรื่องที่ทรงพลัง เพราะแทนที่จะบอกว่าใครเป็นผู้ชนะ หนังกลับทำให้เราตั้งคำถามว่า การเอาชนะผู้อื่นมีความหมายอะไร หากโลกที่ได้รับมานั้นยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขแบบเดิม

จากหนังที่เกือบสูญหาย สู่การกลับมาของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม

ชะตากรรมของ Chess of the Wind นอกจอมีความย้อนแย้งไม่แพ้เนื้อหาในหนัง หลังการฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเตหะรานปี 1976 ซึ่งประสบปัญหาทางเทคนิค หนังไม่ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างตามที่หวัง

หลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ภูมิทัศน์ภาพยนตร์อิหร่านเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผลงานก่อนการปฏิวัติหลายเรื่องไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้อีกต่อไป และหนังเรื่องนี้ก็หายไปจากสายตาสาธารณะเป็นเวลาหลายสิบปี

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อ Amin Aslani ลูกชายของผู้กำกับพบม้วนฟิล์มที่ร้านขายของเก่าในกรุงเตหะราน ก่อนนำไปตรวจสอบและพบว่าเป็นฟิล์มต้นฉบับของผลงานที่ครอบครัวเชื่อว่าสูญหายไปแล้ว

การค้นพบดังกล่าวนำไปสู่การฟื้นฟูภาพยนตร์ โดย The Film Foundation’s World Cinema Project และ Cineteca di Bologna มีบทบาทสำคัญในการบูรณะฟิล์ม 35 มม. ให้กลับมามีคุณภาพสูงอีกครั้ง เมื่อฉบับฟื้นฟูเผยแพร่ในปี 2020 ผู้ชมและนักวิจารณ์นานาชาติจึงมีโอกาสเห็นคุณค่าทางภาพและเสียงของหนังได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

เรื่องราวนี้ทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยผลงานที่ได้รับการยอมรับในช่วงเวลาที่สร้างเท่านั้น บางครั้งผลงานชิ้นสำคัญก็อาจถูกมองข้าม ถูกลืม หรือสูญหายไป ก่อนจะมีคนค้นพบและเปิดโอกาสให้ผู้ชมรุ่นใหม่ได้ทำความรู้จักอีกครั้ง

บทส่งท้าย: ความงามที่ไม่อาจช่วยให้ใครรอดพ้นจากความจริง

Chess of the Wind เป็นหนังที่ยิ่งดูอย่างตั้งใจ ก็ยิ่งเห็นความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบกับเนื้อหาได้ชัดเจนขึ้น งานภาพไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับให้เรื่องราวดูสวยงาม แต่ช่วยให้เราเข้าใจอำนาจผ่านพื้นที่ แสง เงา และระยะห่างระหว่างตัวละคร ขณะที่จังหวะของกล้องค่อย ๆ สร้างความหวาดระแวงโดยไม่จำเป็นต้องเร่งเร้าอารมณ์อยู่ตลอดเวลา

ในระดับเนื้อหา หนังพาเราเข้าไปสำรวจมนุษย์ที่พยายามควบคุมชีวิตของผู้อื่นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และในระดับสังคม คฤหาสน์ที่กำลังเสื่อมโทรมก็กลายเป็นภาพแทนของระเบียบเก่าที่กำลังสั่นคลอน ก่อนจะทิ้งคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกสามารถทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากเกมแห่งอำนาจได้จริงหรือไม่

สำหรับคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์ซึ่งให้ความสำคัญกับองค์ประกอบภาพ การเคลื่อนกล้อง และการเล่าเรื่องผ่านสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ หนังเรื่องนี้เป็นผลงานที่ควรค่าแก่การค้นหา ส่วนคนที่สนใจประวัติศาสตร์อิหร่านก็จะได้เห็นอีกมิติหนึ่งของภาพยนตร์ก่อนการปฏิวัติ ซึ่งแตกต่างจากภาพจำของหนังอิหร่านที่ผู้ชมทั่วโลกคุ้นเคย

สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดไม่ใช่เพียงความงามของภาพ แต่เป็นความย้อนแย้งระหว่างโลกภายนอกที่วิจิตรกับความเสื่อมโทรมที่กัดกินอยู่ภายใน คฤหาสน์อาจเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ แต่ไม่มีใครรู้สึกมั่นคง ความสัมพันธ์อาจดูแน่นแฟ้น แต่ไม่มีใครไว้ใจใคร และผู้เล่นอาจวางแผนอย่างรอบคอบเพียงใด ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าตัวเองจะไม่กลายเป็นหมากตัวต่อไป

บางทีความหมายของ Chess of the Wind อาจอยู่ตรงนี้เอง มนุษย์สร้างกระดานขึ้นมาเพื่อควบคุมโลก วางหมากเพื่อเอาชนะคู่แข่ง และเชื่อว่าตัวเองกำลังกำหนดทิศทางของทุกสิ่ง แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของสายลม และไม่มีใครควบคุมผลลัพธ์ของเกมได้ตลอดไป

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole