Skip to content

[รีวิว] Trap : แทร็ป (2024) | กับดักที่ “เกือบ” สมบูรณ์แบบ แต่เต็มไปด้วยรอยรั่วแห่งตรรกะ

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

หากจะกล่าวว่า เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan) คือสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการสร้างโครงสร้างทางภาพยนตร์ที่วางรากฐานอยู่บนความไม่น่าไว้วางใจ ก็คงจะไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงนัก แต่ทว่าในผลงานล่าสุดอย่าง “Trap” (2024) เขาได้ทำการทุบทำลายขนบดั้งเดิมของตนเองทิ้งตั้งแต่ในตัวอย่างภาพยนตร์ ด้วยการแบไต๋เปิดเผยจุดหักมุมสำคัญว่า ชายผู้เป็นพ่อที่แสนดี แท้จริงแล้วคือฆาตกรต่อเนื่องนาม “เดอะ บุตเชอร์” (The Butcher) และคอนเสิร์ตป็อปสุดยิ่งใหญ่ที่เขากำลังยืนอยู่นั้น ไม่ใช่งานเฉลิมฉลอง แต่คือ “กับดัก” ขนาดยักษ์ที่เอฟบีไอสร้างขึ้นเพื่อจับกุมเขาเพียงคนเดียว โครงเรื่องตั้งต้นนี้มีความทะเยอทะยานและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเหลือร้าย มันเชิญชวนให้เราเข้าไปนั่งในฮอลล์คอนเสิร์ตเดียวกับตัวเอก เพื่อร่วมลุ้นว่าหนูตัวนี้จะหาทางรอดจากเขาวงกตที่ไร้ทางออกนี้ได้อย่างไร ทว่าเมื่อม่านการแสดงเปิดขึ้นและดำเนินไปจนจบ เรากลับค้นพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นดั่งกระจกเงาที่สะท้อนความย้อนแย้งในตัวเอง มันคือผลงานที่ “เกือบจะ” เป็นมาสเตอร์พีซแนวระทึกขวัญจิตวิทยา แต่สุดท้ายกลับสะดุดขาตัวเองด้วยความเปราะบางของตรรกะที่เอื้อประโยชน์ให้กับตัวร้ายมากจนเกินพอดี

ในองก์แรกของภาพยนตร์ ชยามาลานทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการปูบรรยากาศแห่งความอึดอัดท่ามกลางพื้นที่เปิดกว้างที่เต็มไปด้วยฝูงชน จอช ฮาร์ทเน็ตต์ (Josh Hartnett) ในบทบาทของ คูเปอร์ มอบการแสดงที่ทรงพลังและน่าขนลุกผ่านรอยยิ้มที่อบอุ่นแบบคุณพ่อผู้รักครอบครัว ซึ่งฉาบทับแววตาของสัตว์ร้ายที่กำลังถูกต้อนให้จนมุมเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน เราได้เห็นกระบวนการคิดแบบไซโคพาธที่ทำงานอย่างเป็นระบบ การประเมินสถานการณ์ การหาช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการใช้ความไร้เดียงสาของลูกสาวตนเองเป็นโล่กำบังและตั๋วผ่านทาง สิ่งเหล่านี้สร้างความตึงเครียดที่แทบจะจับต้องได้ มันคือเกมแมวจับหนูที่หนูเป็นฝ่ายถือไพ่แห่งความเยือกเย็นเหนือกว่าแมวที่กำลังล้อมกรอบเขาอยู่

แต่เมื่อเรื่องราวเดินทางเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่าน รอยปริแตกของบทภาพยนตร์ก็เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ทำให้ Trap ไปไม่ถึงฝั่งฝันในฐานะภาพยนตร์ระทึกขวัญชั้นครู คือการที่ภาพยนตร์ขาด “น้ำหนักของความสมจริง” หรือที่เรียกได้ว่าขาดองค์ประกอบบางอย่างที่อธิบายไม่ได้แต่มันทำให้ผู้ชมหลุดจากภวังค์แห่งความเชื่อ ความน่าเกรงขามของเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและดร. โจเซฟีน แกรนท์ โปรไฟเลอร์อัจฉริยะที่ถูกปูทางมาอย่างดิบดี กลับกลายเป็นเพียงฉากหลังที่ไร้พิษสงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพฤติกรรมเอาตัวรอดของคูเปอร์ ภาพยนตร์เริ่มหยิบยื่น “ความบังเอิญ” และ “ความโง่เขลาของตัวละครแวดล้อม” มาเป็นบันไดให้คูเปอร์ปีนหนีครั้งแล้วครั้งเล่า

ช่องโหว่ของบทกว้างขึ้นจนกลายเป็นหลุมดำเมื่อคูเปอร์สามารถขโมยวิทยุสื่อสารของตำรวจได้อย่างง่ายดาย การแอบฟังแผนการของตำรวจทั้งหมด การลอบเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามโดยอาศัยเพียงคำพูดหว่านล้อมที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือแม้กระทั่งฉากที่เขาเข้าถึงตัวนักร้องสาว เลดี้ เรเวน (แสดงโดย ซาเลก้า ชยามาลาน ลูกสาวของผู้กำกับ) ในห้องแต่งตัว ทุกก้าวเดินของคูเปอร์ไม่ได้เกิดจากความฉลาดหลักแหลมแบบอัจฉริยะอาชญากรเหนือมนุษย์ แต่เกิดจากการที่บทภาพยนตร์จงใจ “ลดทอน” สติปัญญาของคนทั้งโลกในภาพยนตร์เรื่องนี้ลง เพื่อปูพรมแดงให้ฆาตกรของเราเดินผ่านไปได้อย่างสะดวกโยธิน มันกลายเป็นการเขียนบทที่ตัวละครรอดพ้นวิกฤตได้เพราะ “ผู้กำกับต้องการให้รอด” ไม่ใช่เพราะ “สถานการณ์พาไปอย่างสมเหตุสมผล”

การพลิกผันของสถานที่จากเวทีคอนเสิร์ตปิดตายไปสู่บ้านของคูเปอร์เอง ยิ่งทำลายโครงสร้างของความระทึกขวัญแบบดั้งเดิมที่ปูมาในตอนต้น ภาพยนตร์เปลี่ยนผ่านจากแนว Thriller เอาชีวิตรอดในพื้นที่จำกัด กลายเป็นละครดราม่าครอบครัวผสมแนวสืบสวนที่จังหวะการเล่าเรื่องรวนเรไปหมด การที่เลดี้ เรเวน กลายมาเป็นผู้เจรจาต่อรองและแฮกเกอร์จำเป็นที่ดึงเอาแฟนคลับมาช่วยสืบสวนผ่านไลฟ์สด แม้จะเป็นการเสียดสีวัฒนธรรมป็อปและโซเชียลมีเดียที่น่าสนใจ แต่มันกลับดึงโทนของหนังให้หลุดลอยออกไปจากความตึงเครียดที่ควรจะมี สิ่งเหล่านี้คือส่วนผสมที่ “ขาดหายไป” มันคือความไม่สมดุลระหว่างความพยายามจะเล่าเรื่องที่ซับซ้อน กับการเลือกใช้เส้นทางที่มักง่ายที่สุดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเศษซากของตรรกะที่พังทลายและข้อบกพร่องที่ใหญ่โตประหนึ่งช้างในห้อง หากเราปรับมุมมองและลดความคาดหวังในแง่ของความสมบูรณ์แบบทางภาพยนตร์ลง “Trap” กลับมอบประสบการณ์ความบันเทิงในระดับที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ดูสนุกและลุ้นตามจนเหนื่อย” หากคุณยอมรับข้อตกลงในการปิดสวิตช์การตั้งคำถามเชิงตรรกะทิ้งไป ภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นการเข้าชมคอนเสิร์ตที่เหวี่ยงคุณไปมาด้วยสถานการณ์สุดโต่งยันหลังเวที การแสดงของจอช ฮาร์ทเน็ตต์ เพียงคนเดียวก็คุ้มค่าพอที่จะสะกดสายตาผู้ชมให้ติดตามดูว่าชายผู้มีจิตใจบิดเบี้ยวคนนี้จะแถกเหงือกเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่เหนือจริงนี้ไปได้อย่างไรในฉากต่อไป ความหน้าด้านของบทที่กล้าให้ตัวเอกทำเรื่องบ้าบิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับกลายเป็นเสน่ห์แบบภาพยนตร์เกรดบี (B-Movie) ระดับทุนสร้างสูงที่มอบความบันเทิงแบบฉาบฉวยได้อย่างเต็มอิ่ม

ในท้ายที่สุด ภาพยนตร์ Trap ไม่ใช่งานศิลปะที่สมบูรณ์แบบ หรือภาพยนตร์สืบสวนที่ชาญฉลาดที่สุด มันคือผลงานที่เต็มไปด้วยบาดแผลและข้อกังขา เป็นภาพยนตร์ที่ตั้งต้นด้วยไอเดียระดับร้อยล้านแต่จบลงด้วยการแก้ปัญหาของบทระดับสิบบาท มันเกือบจะดี เกือบจะน่าจดจำ แต่ความกลวงเปล่าและช่องโหว่ที่เอื้อให้ตัวร้ายจนเกินขอบเขตของความเป็นจริง ก็ได้ฉุดรั้งมันไว้จากการเป็นภาพยนตร์ขึ้นหิ้ง อย่างไรก็ดี ในแง่ของภาพยนตร์ป๊อปคอร์นที่สร้างมาเพื่อให้ผู้ชมได้นั่งลุ้น จิกเบาะ และสบถให้กับความไม่สมเหตุสมผลบนจอภาพยนตร์ Trap ทำหน้าที่ของมันได้อย่างครบถ้วน มันคือกับดักที่แม้เราจะมองเห็นกลไกของมันอย่างทะลุปรุโปร่ง และรู้ว่าสปริงของมันขึ้นสนิมไปบ้าง แต่เราก็ยังยินดีที่จะยื่นมือเข้าไปให้มันหนีบเพื่อแลกกับความสนุกชั่วข้ามคืน

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole