Skip to content

Under Pressure – Queen & David Bowie | ถอดรหัสเสียงเบสสะท้านโลกและความกดดันที่ให้กำเนิดบทเพลงอมตะ

เวลาที่ใช้อ่าน : 3 นาที

ยินดีต้อนรับคนรักเสียงเพลงทุกท่านเข้าสู่พื้นที่แห่งเสียงดนตรี ในคอลัมน์ “เล่าเรื่องเพลง” บนเว็บ kengji.co วันนี้เราจะพาคุณก้าวข้ามกาลเวลา ย้อนกลับไปสัมผัสกับแรงสั่นสะเทือนของวงการเพลงร็อก เมื่อสองขั้วมหาอำนาจทางดนตรีอย่างวงร็อกระดับสเตเดียม Queen และอัจฉริยะผู้เปลี่ยนสีสันได้ดั่งกิ้งก่า David Bowie โคจรมาพบกัน การปะทะกันครั้งนั้นได้ให้กำเนิดบทเพลง “Under Pressure” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงฮิตติดชาร์ต แต่เป็นดั่งบทกวีแห่งยุคสมัยที่สะท้อนความหนักอึ้งของการมีชีวิต และยังคงทิ้งร่องรอยแห่งอิทธิพลไว้จนถึงทุกวันนี้ รวมถึงการเป็นจุดกำเนิดของข้อพิพาทระดับตำนานในยุคฮิปฮอปเฟื่องฟู เรามาเจาะลึกเบื้องหลัง ความหมาย และทุกอณูของบทเพลงนี้ไปพร้อมๆ กัน

ค่ำคืนแห่งไวน์ขาวและแจมเซสชั่น ณ สตูดิโอบนเทือกเขาแอลป์

เรื่องราวของ Under Pressure ไม่ได้เริ่มต้นจากการวางแผนอย่างรัดกุมในห้องประชุมของค่ายเพลง แต่กลับก่อตัวขึ้นจากความบังเอิญที่ถูกลิขิตไว้ในเดือนกรกฎาคม ปี 1981 ณ Mountain Studios เมืองมองเทรอซ์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของเทือกเขาแอลป์ วง Queen กำลังซุ่มทำอัลบั้ม Hot Space ในขณะที่ David Bowie ซึ่งบังเอิญอยู่ที่เมืองเดียวกันเพื่อบันทึกเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ ได้แวะเวียนมาที่สตูดิโอเพื่อร้องคอรัสสนับสนุนในเพลง “Cool Cat” ของ Queen แต่เมื่อบรรดาอัจฉริยะมารวมตัวกันในห้องเดียวกันพร้อมกับไวน์ขาวที่รินไม่ขาดสายและพิซซ่าที่สั่งมารองท้อง พลังงานแห่งการสร้างสรรค์ก็ปะทุขึ้น

พวกเขาเริ่มหยิบเครื่องดนตรีมาบรรเลงร่วมกันหรือที่เรียกว่าการแจมเซสชั่น ท่ามกลางเสียงด้นสด John Deacon มือเบสของ Queen ได้ดีดริฟฟ์เบสสองโน้ตที่ฟังดูเรียบง่ายแต่มัดใจคนฟังในทันที ทุกคนรู้ว่าพวกเขากำลังจับต้องบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เรื่องตลกร้ายก็เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาพักเบรกไปทานพิซซ่า พอกลับมา Deacon กลับลืมไลน์เบสสุดบรรเจิดนั้นไปเสียสนิท โชคดีที่ Roger Taylor มือกลอง (หรือในบางคำบอกเล่าคือ Bowie) สามารถจดจำและดึงทำนองนั้นกลับมาได้ จากไลน์เบสที่เกือบจะสูญหาย ได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของบทเพลงที่พวกเขาตั้งชื่อในตอนแรกว่า “Feel Like” ก่อนที่ Bowie จะเข้ามารับบทบาทผู้นำในการร้อยเรียงเนื้อร้องใหม่ทั้งหมด การทำงานร่วมกันครั้งนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดตามชื่อเพลง เมื่ออีโก้ของสองศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Freddie Mercury และ David Bowie ต้องมาปะทะกันเพื่อแย่งชิงความสมบูรณ์แบบของท่อนร้อง แต่ท้ายที่สุด การขับเคี่ยวกันทางศิลปะนี้เองที่หล่อหลอมให้ Under Pressure กลายเป็นเพชรเม็ดงามที่ไร้ที่ติ

ภายใต้ความกดดันของยุคสมัย: การตีความความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเสียงเพลง

หากเรามองข้ามจังหวะที่ชวนขยับตัวและไลน์เบสที่ติดหู ความหมายเพลง Under Pressure คือการสะท้อนภาพความโหดร้ายของสังคมสมัยใหม่ได้อย่างเจ็บปวดและงดงาม เนื้อเพลงคือการกรีดร้องถึง “ความกดดัน” ที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ มันคือความหนักอึ้งที่คอยบดขยี้ผู้คน ทำลายสถาบันครอบครัว และผลักไสผู้คนให้ไปนอนข้างถนน เพลงนี้ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความหวาดกลัวของการมีชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง การดิ้นรน และการเอาตัวรอด

การแบ่งท่อนร้องระหว่าง Bowie และ Mercury คือการทำงานของความขัดแย้งที่ลงตัว Bowie ถ่ายทอดน้ำเสียงในเชิงของการตั้งคำถามและการสังเกตการณ์โลกที่กำลังแหลกสลาย ด้วยท่วงทำนองที่ดูเยือกเย็นและมีเหตุผล ในขณะที่ Mercury เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณที่กำลังถูกทรมาน เสียงร้องที่ไต่ระดับขึ้นไปแตะขอบฟ้าของเขาสื่อถึงความโหยหาอิสรภาพและความหวัง แต่สิ่งที่ทำให้บทเพลงนี้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่ใช่แค่การพรรณนาถึงความทุกข์ทรมาน เพราะในช่วงท้ายของเพลง บรรยากาศที่มืดมนถูกทำลายลงด้วยคำตอบเดียวที่ส่องสว่าง นั่นคือคำว่า “ความรัก” เพลงนี้ไม่ได้ทิ้งเราไว้ในความมืดมิด แต่กำลังเรียกร้องให้มนุษยชาติมอบความรักให้แก่กันและกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ท่ามกลางความกดดันที่แผดเผาโลกใบนี้ ความรักคือสิ่งเดียวที่จะเยียวยาพวกเราได้

จากสเตเดียมร็อกสู่ยุคทองของฮิปฮอป: ปรากฏการณ์ Ice Ice Baby

อิทธิพลของ Under Pressure ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในยุค 80s แต่มันได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ข้ามแนวเพลงไปสู่โลกของฮิปฮอปในอีกเกือบทศวรรษต่อมา เมื่อศิลปินแร็ปเปอร์ Vanilla Ice ได้เปิดตัวเพลง “Ice Ice Baby” ในปี 1990 เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิปฮอปเพลงแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด แต่สิ่งที่ทำให้โลกดนตรีต้องหันขวับคือ ริฟฟ์เบสอันเป็นเอกลักษณ์ของเพลงนี้ ดันไปเหมือนกับริฟฟ์เบสอมตะของ Under Pressure อย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ในตอนแรก Vanilla Ice พยายามแก้ต่างด้วยประโยคคลาสสิกที่กลายเป็นมีมในตำนาน โดยอ้างว่าริฟฟ์เบสของเขาไม่เหมือนของ Queen เพราะเขาได้เพิ่มโน้ต “จังหวะเคาะ” เข้าไปในตอนท้าย (จาก ดิง-ดิง-ดิง-ดิงกะ-ดิง-ดิง เป็น ดิง-ดิง-ดิง-ดิงกะ-ดิง-ดิง… ดิง!) แน่นอนว่าข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นในชั้นศาลหรือแม้แต่ในหูของคนฟังทั่วไป ท้ายที่สุด การขู่ฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ก็นำไปสู่การยอมความนอกศาล โดยมีรายงานว่า Vanilla Ice ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลและมอบเครดิตการแต่งเพลงให้กับสมาชิกวง Queen และ David Bowie อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการหยิบยืมที่อื้อฉาว แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “Ice Ice Baby” ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่พาไลน์เบสสุดคลาสสิกนี้ ไปแนะนำให้เด็กรุ่นใหม่และแฟนเพลงฮิปฮอปได้รู้จัก ทำให้จิตวิญญาณของ Under Pressure ยังคงโลดแล่นและมีชีวิตชีวาอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปมาจนถึงทุกวันนี้

แปลเนื้อเพลง Under Pressure: แปลไทยบรรทัดต่อบรรทัด

Pressure pushing down on me | ความกดดันที่ถาโถมลงมาใส่ฉัน
Pressing down on you, no man ask for | กดทับลงมาที่เธอ โดยที่ไม่มีใครร้องขอ

Under pressure that burns a building down | ภายใต้ความกดดันที่แผดเผาตึกระฟ้าให้มอดไหม้
Splits a family in two | ฉีกทึ้งครอบครัวให้แตกสลายเป็นสองทาง
Puts people on streets | ผลักไสผู้คนให้ไปนอนระหกระเหินข้างถนน

Um ba ba be | อุม บา บา เบ
Um ba ba be | อุม บา บา เบ
De day da | ดี เดย์ ดา
Ee day da – that’s okay | อี เดย์ ดา – ไม่เป็นไรหรอกนะ

It’s the terror of knowing what this world is about | มันคือความหวาดกลัวที่ได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วโลกใบนี้เป็นเช่นไร
Watching some good friends screaming | เฝ้ามองเพื่อนรักบางคนกรีดร้องออกมาว่า
‘Let me out’ | ‘ปล่อยฉันออกไปที’
Pray tomorrow gets me higher | ภาวนาให้วันพรุ่งนี้ดึงฉันขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิม
Pressure on people, people on streets | ความกดดันที่เกาะกินผู้คน ผู้คนที่ต้องทนทุกข์บนท้องถนน

Day day de mm hm | เดย์ เดย์ ดี อืม หืม
Da da da ba ba | ดา ดา ดา บา บา
Okay | เอาล่ะ

Chippin’ around, kick my brains around the floor | เดินเตะฝุ่นไปเรื่อยเปื่อย ปล่อยสมองให้กลิ้งเกลือกไปตามพื้น
These are the days it never rains but it pours | นี่คือยุคสมัยที่ฝนไม่เคยแค่โปรยปราย แต่มันโหมกระหน่ำซ้ำเติม

Ee do ba be | อี ดู บา เบ
Ee da ba ba ba | อี ดา บา บา บา
Um bo bo | อุม โบ โบ
Be lap | บี แลป

People on streets | ผู้คนบนท้องถนน
Ee da de da de | อี ดา ดี ดา ดี
People on streets | ผู้คนบนท้องถนน
Ee da de da de da de da | อี ดา ดี ดา ดี ดา ดี ดา

It’s the terror of knowing what this world is about | มันคือความหวาดกลัวที่ได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วโลกใบนี้เป็นเช่นไร
Watching some good friends screaming | เฝ้ามองเพื่อนรักบางคนกรีดร้องออกมาว่า
‘Let me out’ | ‘ปล่อยฉันออกไปที’
Pray tomorrow gets me higher, high | ภาวนาให้วันพรุ่งนี้ดึงฉันขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่า สูงขึ้นไปอีก
Pressure on people, people on streets | ความกดดันที่เกาะกินผู้คน ผู้คนที่ต้องทนทุกข์บนท้องถนน

Turned away from it all like a blind man | หันหลังให้กับทุกสิ่งทุกอย่างราวกับคนตาบอด
Sat on a fence but it don’t work | นั่งอยู่บนรั้วแห่งความลังเล แต่มันกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย
Keep coming up with love but it’s so slashed and torn | พยายามหยิบยื่นความรักให้ แต่สภพามันกลับยับเยินและฉีกขาด

Why, why, why? | ทำไม ทำไม ทำไมกัน?
Love, love, love, love, love | ความรัก ความรัก ความรัก ความรัก ความรัก

Insanity laughs under pressure we’re breaking | ความวิกลจริตกำลังหัวเราะเยาะ ภายใต้ความกดดันที่กำลังบดขยี้พวกเรา

Can’t we give ourselves one more chance? | เราจะให้โอกาสตัวเองกันอีกสักครั้งไม่ได้เชียวหรือ?
Why can’t we give love that one more chance? | ทำไมเราถึงไม่ยอมให้โอกาสความรักอีกสักครั้งล่ะ?
Why can’t we give love, give love, give love, give love | ทำไมเราถึงไม่มอบความรัก มอบความรัก มอบความรักให้กัน
Give love, give love, give love, give love, give love? | มอบความรัก มอบความรัก มอบความรัก มอบความรักให้กันล่ะ?

‘Cause love’s such an old fashioned word | เพราะคำว่า “รัก” มันดูเป็นคำที่เชยเหลือเกินในยุคนี้
And love dares you to care for | แต่ความรักก็ท้าทายให้คุณกล้าที่จะใส่ใจ
The people on the edge of the night | ผู้คนที่กำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความมืดมิด
And love dares you to change our way of | และความรักก็ท้าทายให้คุณกล้าที่จะเปลี่ยนวิถีทาง
Caring about ourselves | ในการที่เราใส่ใจดูแลซึ่งกันและกัน
This is our last dance | นี่คือการร่ายรำครั้งสุดท้ายของพวกเราแล้ว
This is our last dance | นี่คือการเต้นรำครั้งสุดท้ายของพวกเรา

This is ourselves under pressure | นี่คือพวกเรา… ภายใต้ความกดดัน
Under pressure | ภายใต้ความกดดัน
Pressure | ความกดดัน…

หวังว่าบทความจากคอลัมน์ “เล่าเรื่องเพลง” บนเว็บ kengji.co ในวันนี้ จะทำให้ทุกท่านได้ฟังเพลง Under Pressure ด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งและแตกต่างไปจากเดิมนะครับ ดนตรีมีชีวิตเสมอเมื่อเราเข้าใจเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมัน!

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole