ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของกระแสความสำเร็จที่พัดพาภาพยนตร์เรื่อง “สัปเหร่อ” ให้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับร้อยล้าน โดยที่ผมเพิ่งก้าวเดินเข้าสู่จักรวาลไทบ้านในเวลานี้เมื่อมันเพิ่งมาลงใน Netflix เดือน ก.พ. 2026 นี้นั้น ย่อมเปรียบเสมือนการเดินสวนทางเข้าไปในงานศพที่แขกเหรื่อเริ่มซา เพื่อจะพบกับความเงียบสงบและพิจารณาร่างไร้วิญญาณตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ปราศจากเสียงรบกวนของมวลชน และเมื่อได้เพ่งมองลึกลงไปในเนื้อหนังของภาพยนตร์เรื่องนี้ สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องราวความรักของหนุ่มสาวไทบ้าน แต่คือ “รอยแยก” ขนาดใหญ่ที่แบ่งภาพยนตร์ออกเป็นสองซีกโลก—โลกแห่งสัจธรรมที่งดงามราวกับงานศิลปะ และโลกแห่งจินตนาการที่ฟูมฟายจนเกินพอดี
หากจะกล่าวถึงหัวใจที่เต้นรัวและงดงามที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องราวในพาร์ทของ “เจิด” และ “ศักดิ์” ผู้เป็นพ่อ การนำเสนออาชีพสัปเหร่อในมิติที่ลึกซึ้งเช่นนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในขนบภาพยนตร์ไทยร่วมสมัย หนังไม่ได้ฉายภาพสัปเหร่อเพียงในฐานะอาชีพที่น่ารังเกียจหรือน่าหวาดกลัว แต่กลับยกสถานะของมันขึ้นสู่ความเป็น “ผู้ส่งสาร” ระหว่างสองภพภูมิ การที่เจิด—บัณฑิตกฎหมายผู้มีความฝัน—ต้องจำยอมรับมรดกเป็น “ความตาย” ต่อจากพ่อ เป็นการปะทะกันระหว่างโลกสมัยใหม่กับจารีตเดิมที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ฉากการสอนวิชาสัปเหร่อ ไม่ว่าจะเป็นการมัดตราสัง การล้างศพ หรือการเผา ล้วนถูกถ่ายทอดด้วยความเคารพและดิบจริงจนคนดูแทบจะได้กลิ่นฟอร์มาลีนลอยออกมาจากจอ ช่วงเวลาที่เจิดต้องทำหน้าที่สัปเหร่อให้กับร่างของพ่อตัวเอง คือจุดพีคทางอารมณ์ที่ยกระดับหนังไปสู่ความเป็น “Masterpiece” ในทันที มันคือช่วงเวลาที่ไร้คำพูด แต่กึกก้องไปด้วยความเข้าใจในวัฏสงสาร เจิดไม่ได้เพียงแค่เผาร่างกายของพ่อ แต่เขากำลังเผาอัตตาและความไม่เข้าใจในอดีตของตนเองไปพร้อมกับกองฟอนนั้น หากภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกจดจำหรือถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสถาบันใดๆ ก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพลังทำลายล้างทางความรู้สึกในพาร์ทของเจิดและพ่อนั้น คือเหตุผลเดียวที่สมควรแก่การยกย่องอย่างที่สุด
ทว่า ในขณะที่หนังกำลังพาผู้ชมไต่ระดับความรู้สึกขึ้นสู่จุดสูงสุดทางปรัชญา มันกลับถูกฉุดรั้งลงมาด้วยอีกซีกโลกหนึ่ง—เรื่องราวของ “เซียง” และ “ใบข้าว” ในความพยายามที่จะผสมผสานความสยองขวัญ ตลกขบขัน และแฟนตาซีเข้าด้วยกัน กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงจังหวะของภาพยนตร์ให้สะดุดลงอย่างน่าเสียดาย เรื่องราวความรักที่ยึดติดของเซียง แม้จะมีเจตนาเพื่อสะท้อนมุมมองของการ “ไม่รู้จักปล่อยวาง” แต่การเลือกใช้วิธีเล่าเรื่องแบบถอดจิต แฟนตาซีหลุดโลก และการยัดเยียดมุกตลกคาเฟ่เข้ามาในจังหวะที่ไม่เหมาะสม ทำให้แก่นเรื่องที่ควรจะคมคายกลับกลายเป็นความเลอะเทอะ
ความเยิ่นเย้อในพาร์ทของเซียง โดยเฉพาะฉากการพยายามถอดจิตไปโลกวิญญาณ เปรียบเสมือนส่วนเกินที่ทำให้ “น้ำหนัก” ของหนังเสียสมดุล มันเปลี่ยนบรรยากาศจากความขลังและสมจริงที่พาร์ทของเจิดได้สร้างไว้ ให้กลายเป็นเพียงหนังผีคอมเมดี้ดาษดื่นที่พยายามจะเอาใจตลาดจนลืมทิศทางของตัวเอง ความไม่ต่อเนื่องทางอารมณ์นี้เองคือจุดอ่อนที่ใหญ่หลวงที่สุด ผู้ชมที่กำลังดำดิ่งกับความตายในฐานะสัจธรรม กลับถูกกระชากขึ้นมาเจอความตายในฐานะเรื่องล้อเล่น ทำให้สารที่หนังต้องการจะสื่อเรื่อง “การมูฟออน” ของเซียง ดูเบาหวิวและขาดพลังโน้มน้าวเมื่อเทียบกับการเติบโตของเจิด
กล่าวโดยสรุป “สัปเหร่อ” ในสายตาของผู้มาใหม่ คือภาพยนตร์ที่มี “เพชรน้ำงาม” ซ่อนอยู่ในกองขี้เถ้า มันคือผลงานที่มีความทะเยอทะยานที่จะเล่าเรื่องความตายในแง่มุมที่ลึกซึ้งและจับใจที่สุดเท่าที่หนังไทยเคยมีมา ผ่านตัวละครสัปเหร่อพ่อลูก แต่กลับถูกบดบังรัศมีด้วยความพยายามที่จะประนีประนอมกับความบันเทิงแบบตลาดๆ ในพาร์ทของคนรักเก่า หากเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นพิธีกรรม มันคงเป็นงานศพที่มีช่วงไว้อาลัยที่ซาบซึ้งกินใจจนน้ำตาไหลอาบแก้ม แต่กลับถูกขัดจังหวะด้วยการแสดงตลกหน้าไฟที่ยืดเยื้อจนเกินความจำเป็น ทำให้รสสัมผัสสุดท้ายที่เหลืออยู่ คือความเสียดายในศักยภาพที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ แต่อยู่ไม่ถึงฝั่งฝันเพราะความไม่กล้าพอที่จะตัดส่วนเกินทิ้งไป

อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ

![[รีวิว] The Walking Dead และ บทสรุปของเรื่อง(อันยาวนาน) TWD-Poster](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2023/03/9f38f0bd-twd-poster.jpg)

![[รีวิว] Can This Love Be Translated? : ยากชะมัด รักภาษาอะไร (2026) | เมื่อภาษาหัวใจหลงทางในเขาวงกตแห่งบุคลิก CTLCBT-cover](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2026/01/CTLCBT-cover.webp)