ผมรู้สึกเหมือนเคยดูอะไรแบบนี้มาก่อนตอนดู Sideways ของอเล็กซานเดอร์ เพย์น ไม่ใช่เพราะเคยดูมาแล้ว แต่เพราะเคยดู The Hangover (2009) มาก่อนหลายปี และนี่คือญาติสายโลหิตที่แก่กว่า เศร้าซึ้งกว่า อยู่ก่อนหน้านั้นถึงห้าปี แต่งตัวด้วยแสงแดดในไร่องุ่นแทนที่จะเป็นแสงนีออนแห่งเวกัส

ทั้งสองเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเดินทางที่พลิกผัน (ตรงตามชื่อเรื่อง) เพื่อนคู่หูที่ต่างกันสุดขั้ว และความตึงเครียดระหว่างการดื่มด่ำอย่างไร้ขีดจำกัดกับความรับผิดชอบที่เงียบเชียบ แต่ในขณะที่ The Hangover เล่นแบบคอมเมดี้สะเทือนโลก Sideways เหมือนการจิบไวน์องุ่นพันธุ์ปิโนต์ นัวร์อย่างช้าๆ ซับซ้อน ขมขื่น และคาใจไปนานหลังเครดิตจบลง
การเดินทางเริ่มต้นในดินแดนไวน์แคลิฟอร์เนีย
ภาพยนตร์ติดตาม ไมลส์ เรย์มอนด์ (พอล จีอามัตติ) นักเขียนที่ล้มเหลวและคนรู้เรื่องไวน์ที่กำลังเยียวยาบาดแผลจากการหย่าร้าง และเพื่อนของเขา แจ็ค โคล (โทมัส เฮเดน เชิร์ช) นักแสดงโทรทัศน์ที่กำลังเสื่อมความนิยมลงและใกล้จะแต่งงาน พวกเขาออกเดินทางไปหนึ่งสัปดาห์ใน Santa Ynez Valley เพื่อฉลองวันสุดท้ายของอิสรภาพของแจ็ค แต่นี่ไม่ใช่การเดินทางที่เต็มไปด้วยเกียรติยศ แต่เป็นความพยายามอย่างสิ้นหวังของทั้งคู่ที่จะหาความหมาย ความสุข หรืออย่างน้อยสิ่งที่จะทำให้ลืมปัญหา ก่อนที่ชีวิตจะปิดล้อมเข้ามา

ไมลส์ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการจมดิ่งในความผิดหวังด้วยการชิมปิโนต์และร่างนิยายของเขา ส่วนแจ็คตั้งใจแน่วแน่ที่จะบีบความสุขทุกหยดออกมาจากตัวในการเดินทางครั้งนี้ รวมทั้งเรื่องผู้หญิงด้วย และนั่นคือจุดที่เรื่องราวเริ่มออกนอกเส้นทางที่ตั้งใจ
ความรัก ความโกหก และไวน์
และแล้ว มายา (เวอร์จิเนีย แมดเซน) พนักงานเสิร์ฟที่เรียนพืชสวน และ สเตฟานี (แซนดรา โอ) สาวเทไวน์ที่โรงบ่มผู้เปี่ยมชีวิตชีวาก็เข้ามาในเรื่อง แจ็คพุ่งเข้าไปมีชู้กับสเตฟานี แม้งานแต่งงานของเขาจะใกล้เข้ามาเพียงไม่กี่วัน ส่วนไมลส์พบว่าตัวเองหลงใหลมายา

หัวใจของ Sideways มาจากฉากสนทนาเงียบๆ บนเฉลียงระหว่างไมลส์และมายา ขณะที่พวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับสาเหตุที่รักไวน์ ไมลส์เปรียบตัวเองกับองุ่นปิโนต์ที่เปราะบาง ปลูกยาก อารมณ์แปรปรวน แต่สามารถสร้างสิ่งที่ล้ำเลิศได้ในสภาวะที่เหมาะสม มายาฟังอย่างอดทนและอบอุ่น แล้วตอบด้วยมุมมองของเธอเอง ไวน์มีชีวิต พัฒนาไปเรื่อยๆ และมักจะอยู่บนขอบของการเสื่อมเสีย เธออาจจะกำลังพูดถึงชีวิตนั่นเอง

ช่วงเวลานี้อธิบายได้ว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้จึงโดนใจนักวิจารณ์และได้รับ รางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ไม่ใช่แค่เรื่องไวน์ แต่เป็นเรื่องความเปราะบาง ความไม่เที่ยง และการเชื่อมโยงเล็กๆ ที่ไม่คาดคิดที่ช่วยให้เราก้าวต่อไป
ทำไมถึงได้ผล
ต่างจากคอมเมดี้อันฉูดฉาด Sideways หาอารมณ์ขันจากความอับอาย ความอึดอัด และโศกนาฏกรรมเล็กๆ ของการเป็นมนุษย์ ใครจะลืมฉากไมลส์วิ่งลงเนินไปคว้าขวดไวน์ล้ำค่า แล้วกลับไปดื่มคนเดียวด้วยแก้วโฟมในร้านอาหารจานด่วน ฉากนั้นเศร้าพอๆ กับที่ตลก เป็นสัญลักษณ์ของช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราฝันกับสิ่งที่ชีวิตมักมอบให้เรา

จุดแข็งของภาพยนตร์อยู่ที่การเขียนบทและการแสดง บทของเพย์นที่ดัดแปลงจากนิยายของเร็กซ์ พิกเก็ตต์ ผสมผสานคอมเมดี้และดราม่าได้อย่างสมดุลใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบ พอล จีอามัตติให้ไมลส์มีศักดิ์ศรีท่ามกลางความพ่ายแพ้ และโทมัส เฮเดน เชิร์ชขโมยฉากด้วยเสน่ห์ที่ไร้ขีดจำกัดของแจ็ค เวอร์จิเนีย แมดเซนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์จากการแสดงที่เปล่งประกาย ทำให้ภาพยนตร์มีจังหวะอารมณ์
นักวิจารณ์รัก Sideways เพราะมันซื่อสัตย์ เป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง และเป็นผู้ใหญ่อย่างสดชื่นในยุกที่คอมเมดี้ส่วนใหญ่เอนเอียงไปทางเสียงหัวเราะแบบกว้างๆ สถาบันออสการ์ก็สังเกตเห็นเช่นกัน หกการเสนอชื่อ ชนะหนึ่งรางวัล
ก่อน The Hangover มี Sideways
เมื่อดูตอนนี้ Sideways รู้สึกเหมือนบทนำของ The Hangover ทั้งคู่เป็นคอมเมดี้กลุ่มเพื่อนเที่ยวเตร่ ทั้งคู่สำรวจมิตรภาพของผู้ชายภายใต้ความกดดัน และทั้งคู่เบลอเส้นแบ่งระหว่างการฉลองกับภัยพิบัติ แต่ในขณะที่ The Hangover มุ่งหาความวุ่นวายและไร้สาระ Sideways กลับหลงเหลืออยู่ในความเสียใจและความโหยหา

คิดแบบนี้ Sideways เหมือนการจิบปิโนต์แก้วหนึ่งยามพระอาทิตย์ตก ขณะไตร่ตรองโอกาสที่หลุดมือไป The Hangover เหมือนการดื่มช็อตกลางดึกแล้วตื่นมาเจอเสือในห้องน้ำ เป็นคนละรุ่นแต่มาจากไร่องุ่นแห่งการผจญภัยล้มเหลวของผู้ชายเหมือนกัน
การรินครั้งสุดท้าย

Sideways ไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับไวน์ มิตรภาพ หรือการนอกใจ แต่เป็นการไตร่ตรองเกี่ยวกับวัยกลางคน ความผิดหวัง และความหวังเหลือเฟือของการเริ่มต้นใหม่ มันได้รับคำชื่นชมไม่ใช่ด้วยการส่งเสียงดัง แต่ด้วยความอ่อนโยนและความจริงใจ การดูหลังจาก The Hangover รู้สึกเหมือนค้นพบบรรพบุรุษที่เงียบขรึมกว่า ฉลาดกว่าของปาร์ตี้วันสละโสดแบบเวกัสอันดุเดือด
ก็เหมือนไวน์ดีๆ ที่ Sideways ถูกบ่มมาอย่างได้ที่แล้ว

อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ