Skip to content

[รีวิว] Avatar: The Last Airbender : เณรน้อยเจ้าอภินิหาร (2005 – 2008)

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

ในโลกที่เต็มไปด้วยแอนิเมชั่นจำนวนนับไม่ถ้วน มีเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถก้าวขึ้นมาเหนือเรื่องอื่นๆ และสร้างความโดดเด่นจนประทับใจไม่รู้ลืม แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเพิ่งพบแแอนิเมชั่นเรื่องนึงที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนใน NETFLIX เมื่อดูแล้วก็พบความดีงามของเรื่อง เรื่องนั้นคือ Avatar: The Last Airbender ชื่อไทย “เณรน้อยเจ้าอภินิหาร” แอนิเมชั่นจากปี 2005(2548) ดึงดูดใจด้วยแอนิเมชั่นที่ดีอย่างน่าอัศจรรย์ และการเล่าเรื่องที่ดึงดูดใจ เมื่อดูๆ ไปก็สงสัยว่าทำไมผลงานชิ้นเอกที่ไร้กาลเวลานี้ ไม่ค่อยได้รับการพูดถึงเท่าไหร่ (เด็กๆ ในยุคนั้นคงไม่รู้สึก) ช่วงปีนั้นผมก็โตเป็นผู้ใหญ่กำลังสร้างตัวเลย การ์ตูนดังๆ ช่วงนั้นที่นึกออกน่าจะ BEN10 หรือ นารูโตะ ที่มองเห็นได้ตามสินค้า หรือ ผ่านๆ ตาในทีวีมากกว่าเรื่องนี้

Avatar: The Last Airbender จะดึงเราเข้าสู่จักรวาลแอนิเมชั่นที่เข้มข้น ซึ่งแต่ละฉากให้ความรู้สึกว่าถูกสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ความใส่ใจในรายละเอียดค่อนข้างดี ทำให้ธาตุดิน, น้ำ, ลม และ ไฟ (ปฐพี, วารี, วายุ, อัคคี)  มีชีวิตชีวาด้วยความราบรื่นอย่างน่าทึ่งการต่อสู้ที่หักมุมไปจนถึงบรรยากาศอันเงียบสงบในการ์ตูน นำเสนอภาพงานที่เกินความคาดหมายของยุคสมัย

หัวใจและจิตวิญญาณของแแอนิเมชั่นทุกเรื่องอยู่ในตัวละคร ในเรื่องนี้นำเสนอความหลากหลายและซับซ้อน ซึ่งจะทำให้คุณเอาใจช่วยตัวละครไปกับการเดินทางของพวกเขา เรื่องจะพาเราติดตาม แอง (Aang Airbender) ผู้ที่เป็นอวตาร (Avatar) และเป็นเผ่าวายุคนสุดท้ายที่รอดชีวิต ในขณะที่เขาเริ่มต้นภารกิจเพื่อควบคุมธาตุทั้งสี่และคืนความสมดุลให้กับโลกที่บอบช้ำจากสงคราม คนที่เคียงข้างแองนั้นเราได้พบกับ คาทารา( Katara), ซ็อกกา (Sokka) ที่แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัวและเสน่ห์ของแต่ละตัวละคร

สิ่งที่ทำให้แแอนิเมชั่นเรื่องนี้แตกต่างอย่างแท้จริงคือการพัฒนาตัวละครที่น่าทึ่ง ในขณะที่เรื่องราวดำเนินไป เราได้เห็นการต่อสู้ของแองกับโชคชะตาของเขา ความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลงของคาทารา การเติบโตของซ็อกกาสู่การเป็นนักรบที่น่าเกรงขาม ตัวละครเหล่านี้มีวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความสมจริงและความสัมพันธ์ที่หาได้ยากในแแอนิเมชั่นทั่วๆ ไป

การดำเนินเรื่อง ก็ผสมผสานเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความพลิกผันที่คาดไม่ถึง และห้วงเวลาที่ลึกซึ้งอย่างเฉียบแหลม นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับมิตรภาพ ความรัก การสูญเสีย และการเสียสละ โดยพาเราไปสู่การเดินทางที่จะพาเข้าถึงส่วนลึกของหัวใจ

จากการเปิดเผยที่น่าตกใจของตัวตนที่แท้จริงของเจ้าชายซูโกะ(Zuko) ไปจนถึงเรื่องราวที่น่าเศร้าในอดีตของลุงไอโรห์(Iroh) แแอนิเมชั่นนี้มีความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างอารมณ์ขันเบาสมองและความลึกซึ้งทางอารมณ์ คุณจะพบว่าตัวเองนั่งไม่ติดขอบเพราะลุ้นเอาใจช่วย เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และไม่สามารถต้านทานความต้องการที่จะรับชมจนจบได้

การผสมผสานวัฒนธรรมเอเซียด้วยความแนบเนียน:

แอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงการหลอมรวมจุดเด่นของวัฒนธรรมในเอเชียที่หลากหลาย ใช้แรงบันดาลใจจากขนบธรรมเนียมในชีวิตจริงของเอเชีย โดยผสมผสานองค์ประกอบจากวัฒนธรรมต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างแนบเนียนเพื่อความรู้สึกมีชีวิตชีวา รับชมความงดงามและความหลากหลายของวัฒนธรรมเอเชีย นอกจากวัฒนธรรมเอเซียแล้ว ยังใช้จุดเด่นของแอนิเมะ(การ์ตูนญี่ปุ่น) ซึ่งครีเอเตอร์ของเรื่องนี้ถึงกับบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากงานของอาจารย์ฮายาโอะ มิยาซากิ โดยเฉพาะเรื่อง Spirited Away(มิติวิญญาณมหัศจรรย์) และ Princess Mononoke (เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร)

แรงบันดาลใจการสร้างชนเผ่า เทียบกับ โลกจริง:

จุดเด่นของแอนิเมชั่นอีกอย่างของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ คือ ชนเผ่าต่างๆ ในเรื่อง ซึ่งหากไม่นับชนเผ่าย่อยๆ ก็จะมีอยู่ 4 เผ่าหลักๆ คือ

เผ่าวารี (Water Tribe) : ชนเผ่าน้ำได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมพื้นเมืองของชาวเอสกิโมและชาวยูปิก(Yupik) ซึ่งอาศัยอยู่ในภูมิภาคอาร์กติกของแคนาดา อลาสกา กรีนแลนด์ และไซบีเรีย ความเชื่อมโยงของเผ่าน้ำกับน้ำและการใช้เรือคายัค เสื้อคลุมกันหนาวแบบ Parkas และกระท่อมน้ำแข็ง สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวเอสกิโม(Inuit),ซิเรนิกิ(Sireniki) และชาวยูปิก(Yupik)

เผ่าปฐพี (Earth Kingdom) : ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแง่มุมต่างๆ ของวัฒนธรรมจีน เช่น สถาปัตยกรรม เครื่องแต่งกาย และโครงสร้างทางสังคมแบบลำดับชั้น ความกว้างใหญ่ของอาณาจักรและการปรากฏตัวของเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ เช่น เมืองหลวง Ba Sing Se ได้รับแรงบันดาลใจจากจีนโบราณ

เผ่าอัคคี (Fire Nation) : ได้รับแรงบันดาลใจจากหลายแหล่ง ลักษณะจักรวรรดินิยมและสังคมทหารสะท้อนองค์ประกอบของจักรวรรดิญี่ปุ่น สถาปัตยกรรม เสื้อผ้า และอิทธิพลทางวัฒนธรรมยังมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

เผ่าวายุ (Air Nomads) : ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมทิเบตและหิมาลายัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ วิถีชีวิตแบบนักบวช และปรัชญาแห่งสันติ วัดของชนเผ่าที่สร้างขึ้นบนภูเขาสูง และการเชื่อมต่อกับลมสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมเหล่านี้

ซึ่งในเรื่องก็จะมีชนเผ่าย่อยๆ ออกมาอีก แต่ก็สามารถอิงได้จากโลกจริงอย่างแน่นอน

ชัยชนะแห่งความดีเหนือความชั่ว:

ในขณะที่แอนิเมชั่นหลายเรื่องการต่อสู้นั้นจะเป็นระหว่างความดีและความชั่ว แต่ในเรื่องนี้ก็ทำเช่นนั้นืเหมือนกัน แต่ทำด้วยกลเม็ดเด็ดพราย ความซับซ้อนของประเด็นขัดแย้งทางศีลธรรมของตัวละคร และพื้นที่สีเทาทางจริยธรรมที่พวกเขาดำเนินไปนั้น เพิ่มความลึกให้กับการต่อสู้ที่ครอบคลุมระหว่างเผ่าอัคคี กับส่วนอื่นๆ ของโลก

แอนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่เคยละทิ้งการสำรวจผลของสงครามและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งบุคคลและสังคม มันเตือนเราว่าความกล้าหาญที่แท้จริงอยู่ในความเห็นอกเห็นใจ การให้อภัย และความเข้าใจ ตลอดการเดินทางของแอง ทำให้ได้เห็นชัยชนะของความเห็นอกเห็นใจและพลังแห่งความสามัคคี ทำให้เรามีความรู้สึกถึงความหวังและแรงบันดาลใจ

สุดท้ายหากยังไม่เคยดูแอนิเมชั่นเรื่องนี้ อยากให้ลองเปิดใจดูสัก 2 – 3 ตอน รับรองว่าจะไม่ผิดหวังในการดูเรื่องนี้จริงๆ มีทั้งหมด 3 ซีซั่น 61 ตอน ซึ่งตอนละ 20นาทีนิดๆ รับรองดูแป๊ปเดียวก็จบสามซีซั่นแล้ว อีกอย่างภาษาอังกฤษของเรื่องนี้ฟังง่ายมาก เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่จะเรียนรู้การฟังได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะครับ เนื่องจากเป็นศัพท์พื้นฐานง่ายๆ ประโยคคุยกันง่ายๆ อาจมีศัพท์เฉพาะที่ลึกบ้าง แต่นั่นก็นิดๆ หน่อยเอง

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *