Better Call Saul มีปัญหาปรึกษาซอล เดินทางมาถึงตอนอวสานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเริ่มออนแอร์ตอนแรกมาได้ถึง 7 ปี และถือเป็นการปิดฉาก 14 ปีของจักรวาล Breaking Bad ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2008 อย่างเป็นทางการ (ประกอบไปด้วย Breaking Bad (2008-2013), Better Call Saul (2015-2022) และ El Camino: A Breaking Bad Movie (2019))
การเดินทางมาถึงตอนอวสานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่ยังช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในซีรีส์ภาคหลักให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น บทความนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์ความหมายที่ซ่อนอยู่ในตอนจบของจักรวาลนี้กันครับ
สลับสีสลับอดีต: ทฤษฎีภาพสีและภาพขาวดำ
เมื่อถึงช่วงท้ายของเอพิโสด 9 ซีซัน 6 (“Fun and Games”) ที่คิมช็อกกับเหตุการณ์ร้ายแรงและตัดสินใจทิ้งเมืองแอลบูเคอร์คี พร้อมจบความสัมพันธ์กับจิมมี่ เอพิโสดที่เหลือหลังจากนั้น (10–13) จึงเป็นการเล่าเหตุการณ์ “หลัง” เหตุการณ์ใน Breaking Bad และ El Camino แบบเต็มๆ
ความเจ๋งคืองานอาร์ตที่แบ่งแยกเส้นเวลาด้วยสี:
- ภาพสี = เหตุการณ์ใน “อดีต” ระหว่างการใช้ชื่อ จิมมี่/ซอล (รวมถึงไทม์ไลน์ใน Breaking Bad)
- ภาพขาวดำ = เหตุการณ์ “ปัจจุบัน” ของ จีน ทาคาวิก

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ผมขอสรุปคาแรคเตอร์ของเขาออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้:
- จิมมี่ แมคกิลล์ (อดีต / ภาพสี / ก่อน Breaking Bad): นิสัยกะล่อน เป็นนักต้มตุ๋น แต่ยังมีหัวจิตหัวใจ และมีความเป็นมนุษย์
- ซอล กู๊ดแมน (อดีต / ภาพสี / ช่วง Breaking Bad): นิสัยนักต้มตุ๋นยังอยู่ แต่เพิ่มความโลภและไร้หัวใจ ซึ่งเป็นผลพวงจากบาดแผลการสูญเสียในอดีต
- จีน ทาคาวิก (ปัจจุบัน / ภาพขาวดำ / หลัง Breaking Bad): ยังคงมีสัญชาตญาณของ ซอล กู๊ดแมน แต่ต้องพยายามซ่อนเร้นและปิดบังตัวตนจากเจ้าหน้าที่รัฐ

เมื่อตัวตนเดิมถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
เริ่มต้นซีซันสุดท้าย “จีน ทาคาวิก” ผู้จัดการร้านซินนาบอนที่ใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบตามคำแนะนำของ “เอ็ด ร้านเครื่องดูดฝุ่น” กลับถูก “เจฟฟ์” คนขับแท็กซี่ที่ย้ายมาจากแอลบูเคอร์คีจำหน้าได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ จีน รู้สึกถูกคุกคามจนเกือบจะโทรหาเอ็ดเพื่อจ่ายเงินย้ายหนีอีกรอบ
แต่แล้วสัญชาตญาณนักต้มตุ๋น (Con Man) ก็ทำงาน เขาเลือกที่จะ “สู้กลับ” โดยการงัดวิชาเก่าเข้าหา “มาเรียน” แม่ของเจฟฟ์ เพื่อควบคุมสถานการณ์ ซอลจัดการเจฟฟ์ที่เป็นแค่อาชญากรปลายแถวได้อย่างอยู่หมัด ทุกอย่างควรจะจบลงตรงนั้น แต่โชคชะตาก็นำพาเขาไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง…
นั่นคือการได้ยินข่าวคราวของ “คิม เว็กซ์เลอร์” (ในตอน “Breaking Bad” และ “Waterworks”)
โทรศัพท์อัปเดตชีวิตที่แอลบูเคอร์คี

ช่วงที่กำลังหลบหนี ซอลนัดเวลาโทรหา “ฟรานเชสก้า” อดีตเลขาฯ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ และได้ข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
- สกายเลอร์ ไวท์: ให้การเพิ่มกับ FBI โดยใช้พิกัดหลุมศพของ แฮงก์ และ โกเมซ เป็นข้อแลกเปลี่ยน (ตามที่วอลเตอร์แนะนำไว้)
- เจสซี่ พิงก์แมน: ยังหลบหนีและเป็นที่ต้องการตัว (พบแค่รถที่ชายแดน ซึ่งเป็นแผนเบี่ยงเบนความสนใจของ แบดเจอร์ และ สกินนี่พีท)
- ทรัพย์สินของซอล: บริษัทบังหน้าและเงินฟอกถูกรัฐบาลยึดเกลี้ยง เหลือแค่เงินที่เขาพกติดตัวตอนหนี
- ฮิว บาบิโน (Huell): ถูกปล่อยตัวเพราะ ปปส. ขาดความชอบธรรมในการจับกุม และย้ายกลับไปบ้านเกิดที่นิวออร์ลีนส์แล้ว
- บิล โอ๊คลีย์: อดีตทนายคู่กัด ย้ายฝั่งจากอัยการมาเป็นทนายจำเลย (เหมือนที่ซอลเคยทำ)
- ฟรานเชสก้า: โดนเจ้าหน้าที่รัฐจับตาดูอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
- ข่าวสำคัญที่สุด: คิม โทรหาฟรานเชสก้าเพื่อถามถึงสถานะของซอล
การได้รู้ว่าอดีตคนรักยังนึกถึง ทำให้ซอลสตันท์ไปชั่วขณะ และตัดสินใจโทรหาคิมที่ย้ายไปอยู่ฟลอริด้ามาตลอด 6 ปี แต่บทสนทนาในรอบหลายปีกลับจบลงไม่สวยนัก

คิม เว็กซ์เลอร์ กับชีวิตที่เหมือนตายทั้งเป็น (Waterworks)
เหตุที่ต้องเลิกรากันไปเป็นเพราะบาดแผลจากเหตุการณ์การตายของ “ฮาวเวิร์ด แฮมลิน” คิมรับตัวเองไม่ได้จนต้องทิ้งอาชีพทนายที่รัก เปลี่ยนวิถีชีวิตไปทำงานกราฟิกดีไซน์บริษัทสปริงเกอร์ และแต่งตัวจืดชืดต่างจากคิมคนเดิมอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่ชีวิตของคิมจมอยู่กับความรู้สึกผิด ชีวิตของซอล กู๊ดแมน กลับอู้ฟู่และเข้าสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัว ยอมเซ็นใบหย่าอย่างไร้เยื่อใย นี่คือเหตุผลตอบคำถามที่ว่า ทำไมเราถึงไม่เห็น “คิม” ในจักรวาล Breaking Bad เลย
เมื่อคิมได้รับสายจากอดีตสามี และรู้ว่าคนที่เป็นต้นตอของความพินาศอย่าง ลาโล ไมค์ (และ กัส) ตายหมดแล้ว เธอจึงรวบรวมความกล้า บินกลับมาแอลบูเคอร์คีเพื่อมอบตัวกับอัยการ และไปสารภาพความจริงทั้งหมดกับ “เชอริล” ภรรยาหม้ายของฮาวเวิร์ด เพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้คนตาย แม้จะเสี่ยงถูกฟ้องแพ่งจนหมดตัวก็ตาม
ฉากที่คิมปลดปล่อยความรู้สึกผิดและร้องไห้ฟูมฟายบนรถบัส (สอดคล้องกับชื่อตอน Waterworks ที่เป็นสแลลงแปลว่าร้องไห้น้ำตาไหล) คือหนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุดของการชำระล้างบาดแผลในใจของเธอ

ดิ่งลึกสู่ความมืด และความผิดพลาดของ จีน ทาคาวิก
เมื่อการคุยโทรศัพท์กับคิมจบลงด้วยความร้าวฉาน “จีน” รู้สึกไม่เหลือใคร เขาเบื่อชีวิตอันราบเรียบ และตัดสินใจกระโจนกลับเข้าสู่วงการต้มตุ๋นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาดำดิ่งและ “ดีแตก” (Breaking Bad) ยิ่งกว่าเดิม
จากปกติที่มักจะหลอกตุ๋นพวกคนรวยนิสัยเสีย แต่คราวนี้เขากลับเลือกเหยื่อที่เป็นคนป่วยเป็นมะเร็ง สะท้อนให้เห็นว่าความโลภและหน้ามืดตามัวทำให้เขาก้าวข้ามเส้นศีลธรรมที่เคยมีไปจนหมด แต่แผนการก็พังทลายลงเพราะความสมัครเล่นของเจฟฟ์ที่พลาดโดนตำรวจจับ

เมื่อต้องเข้าตาจน ซอลพยายามไปขู่ “มาเรียน” (แม่ของเจฟฟ์) ที่ดันค้นประวัติจนรู้ว่าเขาคือใครผ่านเว็บ AskJeeves โชคดีที่ซอลยังไม่ถลำลึกถึงขั้นทำร้ายคนแก่ เมื่อมาเรียนพูดประโยคว่า “I trusted you” (ฉันเคยไว้ใจคุณ) ประโยคนี้เองที่ดึงสติของเขากลับมา เพราะสโลแกนสมัยก่อนของเขาคือ “A Lawyer You Can Trust” จิมมี่ แมคกิลล์ คนเดิมจึงชะงัก และยอมแพ้ให้ตำรวจจับกุมในที่สุด
นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ จีน ทาคาวิก ถึงจุดจบ และนำไปสู่ตอนอวสานอย่างแท้จริง

Saul Gone: การสู้คดี และการละทิ้งตัวตน ซอล กู๊ดแมน
ตอนจบที่ชื่อ Saul Gone เล่นคำกับสแลงว่า It’s all gone (ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว)
เมื่อซอลถูกจับ เขาโทรแจ้งร้านซินนาบอนให้หาผู้จัดการใหม่ เป็นนัยยะว่าเขาได้ทิ้งตัวตน “จีน” ไปแล้ว และกลับมาสวมวิญญาณ “ซอล กู๊ดแมน” อีกครั้ง เขาใช้ทักษะการเจรจาขั้นเทพ โน้มน้าว “บิล โอ๊คลีย์” ให้มาเป็นทนายร่วม และสามารถต่อรองโทษจำคุกที่สูงถึงร้อยกว่าปี ให้เหลือเพียง 7 ปี ได้สำเร็จ ท่ามกลางความเจ็บปวดของ “มารี ชเรเดอร์” ภรรยาหม้ายของแฮงก์ (การปรากฏตัวของมารี ถือเป็นตัวแทนของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากอาณาจักรไฮเซนเบิร์ก)

แต่ไพ่ตายใบสุดท้ายของซอลที่กะจะใช้เรื่องคดีฮาวเวิร์ดมาต่อรอง กลับพังทลายลงเมื่อรู้ว่า “คิมชิงสารภาพไปก่อนแล้ว” ซอลจึงวางแผนซ้อนแผน หลอกอัยการว่าเขามีข้อมูลที่จะเอาผิดคิมเพิ่ม เพื่อดึงให้คิมต้องบินมาร่วมฟังการพิจารณาคดีในศาล
ทำไมซอลต้องทำแบบนั้น? เขาอยากหักหลังคิมหรือเปล่า?

คำตอบคือ ไม่ใช่ ซอลทึ่งในความกล้าหาญของคิมที่กล้าเผชิญหน้ากับความผิด (Turn yourself in) ต่างจากตัวเขาที่เอาแต่วิ่งหนีและใช้ความกะล่อนเอาตัวรอดมาตลอด การลากคิมมาที่ศาล ไม่ใช่เพื่อซัดทอด แต่เพื่อให้เธอมาเป็น “พยาน” ในวินาทีที่เขากล้าหาญที่สุดในชีวิต
ในศาลวันนั้น เขาพูดความจริงจากใจ สารภาพทุกความผิด ชำระบาปต่อหน้าผู้หญิงที่เขารัก แลกกับการทิ้งโทษ 7 ปี และน้อมรับโทษจำคุกถึง 86 ปี แทน
ไทม์แมชชีน และ 3 ชายผู้มีอิทธิพลในชีวิต
เหตุผลที่เขากล้ารับโทษขนาดนี้ ถูกอธิบายผ่านฉากย้อนอดีต (Flashback) ที่เขาถามคำถามเรื่อง “ไทม์แมชชีน” กับชาย 3 คน:

- ไมค์ เออร์เมนเทราต์: ไมค์เลือกจะย้อนไปแก้จุดเริ่มต้นที่เขารับสินบนครั้งแรก (ปี 1984) เพื่อไม่ให้ตัวเองเดินทางผิด แต่ซอลกลับบอกว่าจะย้อนไปลงทุนหุ้นให้รวย ไมค์ถึงกับสวนกลับว่า “นายจะทำมันเพื่อเรื่องเงินเนี่ยนะ? นายจะไม่เปลี่ยนอะไรเลยเหรอ?”
- วอลเตอร์ ไวท์: วอลเตอร์มองว่าไทม์แมชชีนไร้สาระ และควรถามถึง “ความเสียใจในอดีต (Regret)” มากกว่า เมื่อซอลเล่าเรื่องแกล้งล้มเอาเงินประกัน วอลเตอร์จึงพูดแทงใจดำว่า “นายมันเป็นนักต้มตุ๋นมาตลอดสินะ”
- ชัค แมคกิลล์: พี่ชายผู้มองเห็นตัวตนของเขา ชัคเคยบอกว่า “คนเราสามารถเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีได้นะ” พร้อมกับหนังสือ H.G. Wells’ The Time Machine ที่ตั้งอยู่ นี่คือชายที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจจิมมี่มากที่สุด ทั้งความรักและความชิงชัง
เมื่อตกผลึกจากชายทั้ง 3 คน ซอลจึงตระหนักได้ว่า แม้จะเคยเลือกทางเดินผิด (Bad Choice Road) แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิต เขาสามารถเลือกแก้ไขมันได้ เขาจึงประกาศต่อหน้าศาลและคิมว่า เขาไม่ใช่ ซอล กู๊ดแมน แต่เขาคือ “จิมมี่ แมคกิลล์”
ตัวตนของซอลได้ตายจากไปแล้ว (Saul Gone)

ซอลจากไป แต่ตำนานยังคงอยู่
ในตอนจบ ขณะนั่งรถบัสไปเรือนจำ เหล่านักโทษต่างจำทนายของพวกเขาได้ และพร้อมใจกันตะโกน “Better Call Saul!” สนั่นรถ เป็นการการันตีว่าชีวิตในคุกของเขาจะได้รับการคุ้มครองอย่างดี เพราะสิ่งที่เขาเคยทำไว้อย่างน้อยก็ช่วยเหลือเหล่าคนชายขอบพวกนี้
และฉากจบที่งดงามที่สุด… คือการมาเยี่ยมของ “คิม เว็กซ์เลอร์” แม้จะไม่มีใบอนุญาตทนายแล้ว แต่บัตรทนายของคิมไม่มีวันหมดอายุ เธอใช้สิทธิ์นั้นเข้ามาเยี่ยมจิมมี่ ทั้งคู่สูบบุหรี่ร่วมกันเหมือนในวันวาน เป็นฉากจบปลายเปิดที่สมบูรณ์แบบ ทั้งคู่ได้ชำระบาปในใจอย่างหมดจด แม้โทษ 86 ปีจะดูยาวนาน แต่ในอนาคต คิมอาจจะหาทางสู้คดีเพื่อช่วยเขาก็เป็นได้

ขอกราบคารวะทีมงานผู้สร้างที่รังสรรค์ซีรีส์เรื่องนี้ออกมาได้อย่างเป็นงานศิลปะชั้นยอด ไร้ที่ติ และคู่ควรแก่การเป็นตำราศึกษาการเขียนบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์.
ใครอ่านมาถึงบรรทัดนี้ได้ ขอกราบคารวะงามๆ สามจบเลยครับ!


อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ



