Skip to content

Metal Lords – เมทัลลอร์ด (2022) รีวิวหลังดู

ไม่เคยตามข่าว ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีหนังแนวนี้ที่เขียนเรื่องและโปรดิวซ์โดย D. B. Weiss หากนึกชื่อนี้ไม่ออก เค้าก็คือผู้สร้างมหากาพย์ซี่รี่ย์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ George R. R. Martin เรื่อง “Game Of Thrones –  มหาศึกชิงบัลลังก์” ในช่อง HBO ที่ร่วมกันสร้างกับ David Benioff นั่นแหละครับ

เห็นชื่อชั้นแบบนี้แล้ว คงคิดว่าเนื้อเรื่องคงจะออกมาหักมุม เล่าเรื่องแบบฉลาดๆ ใน GOT นั้น เห็นทีจะผิดหวังไปนะครับ เพราะเนื้อเรื่อง/การเล่าเรื่อง ทำออกมาให้ดูง่ายเพลินๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ตามตลาดของหนังซึ่งดูแล้วกลุ่มวัยรุ่นวัยเรียน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าหนังจะออกมาแนวใสใสตามประสาวัยรุ่นแรกแย้มซะที่ไหน อย่าลืมสิว่ามันคือหนังเพลงร็อค มันต้องตามคอนเซ็ป Sex, Drugs, Rock & Roll เลยทำให้หนังเรื่องนี้เลยจัดอยู่ในกลุ่ม Rate R ไปโดยปริยาย

ขึ้นชื่อว่าหนังที่เกี่ยวกับดนตรีร็อค แน่นอนมันต้องไม่พ้นความห่ามความเกรียนตามวิถีของความเป็นร็อคมูฟวี่ที่มีมาในอดีต แต่วิธีการเล่าเรื่องนั้นแอบเสียดายที่กลวงไปนิด การพัฒนาของตัวละครที่ดูแล้วจะเยอะแบบประหลาดๆ จนเกินไป แนวทางของเรื่องมันไม่เฉียบคมเหมือน School of Rock ที่ดูไปดูมาแนวทางของเนื้อเรื่องก็ออกจะคล้ายๆ เรื่องนี้เสียด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่อุ้มชูหนังเรื่องนี้ก็คือเพลง Metal ยุค 70’s เรื่อยมาถึงยุค Avenged Sevenfold จนถึงเมทัลยุคปัจจุบันอย่างวง Zeal & Ardor เลยล่ะครับ ซึ่งยัดมาให้อย่างจุใจสาวกเมทัลเฮดเลยจริงๆ นั่งดูไปเสียงเพลงเมทัลดังขึ้นมาเป็นระยะแบบที่น้อยเพลงนักที่จะไม่เคยได้ยินมาก่อน อย่างเพลงนึงที่ไม่เคยได้ยินแน่ๆ คือเพลงประกอบภาพยนตร์เพลง Machinery of Torment ที่ตัวเอกของเรื่องแต่งขึ้นมาในหนัง 

เพลง Machinery of Torment / ผู้สร้าง Game Of Thrones /  มือกีตาร์ RATM

แน่นอนล่ะจะไปได้ยินเพลง Machinery of Torment มาจากไหนล่ะ เพราะเพลงนี้แต่งขึ้นมาใหม่เพื่อมาใช้ในหนังนี้โดยเฉพาะ ซึ่งร่วมกันแต่งโดย Tom Morello(มือกีต้าร์ RATM และ Audioslave), D.B. Weiss และโปรดิวเซอร์มือฉมัง Carl Restivo  โดย Tom Morrello มีเครดิตเรื่อง Executive Music Producer อีกต่างหาก

เราอาจจะแอบสงสัยทำไม D.B. Weiss และ Tom Morrello มาร่วมงานกันได้ นั่นก็เป็นเพราะว่า 2 คนนี้เป็นพ่อๆ ของลูกในโรงเรียนเดียวกัน ลูกของทั้งคู่ก็รู้จักกันและกันและเล่นดนตรีในโรงเรียนวงเดียวกันเสียด้วย และยังบอกอีกว่าทั้งคู่เป็นเมทัลตัวพ่อในโรงเรียน โดยแดน(D.B.Weiss)มักจะมาพร้อมกับเสื้อยืดวง Mastodon ส่วน ทอมมักจะใส่เสื้อ Judas Preist และการมาจากชานเมืองชิคาโกเหมือนกัน ชอบอะไรคล้ายๆ กันเลยรู้สึกถูกชะตากัน โดยไม่ต้องพูดถึง Game Of Thrones หรือ RATM เสียด้วยซ้ำ

D.B. Weiss (ที่ 2 จากซ้าย) และ Tom Morrello (ขวาสุด)

วันนึงแดนเล่าให้ทอมฟังเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ หลังจากฟังจบ ทอมรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับงานนี้เป็นอย่างมาก แดนจึงมอบหมายให้ทอมแต่งเพลงในหนังเรื่องนี้ที่มันจะอยู่ในฉากการประกวดมันซะเลย และเพลงนั้นมันต้องชื่อว่า “Machinery of Torment” เท่านั้น! ซึ่งทอมก็หมายมั่นปั้นมือในการแต่งเพลงนี้เป็นอย่างมากโดยตั้งใจให้มันออกมาหนักหน่วงแบบเมทัลที่สุดที่จะทำได้ ซึ่งผลที่ออกมานั้น เพลงเมทัลไปทางวง Megadeth กับวง Celtic Frost มากกว่าที่ทอมทำให้กับวง RATM เสียอีก

แต่ลำพังเครดิต Executive Music Producer ของ Tom Morrello จะไม่เพียงพอ เพราะมีส่วนในการแสดงหนังเรื่องนี้ในการเป็นตัวเอง ร่วมกับ Scott Ian (Anthrax), Kirk Hammett (Metallica) และ Rob Halford (Judas Priest) ซึ่งใครเป็นสาวกเมทัลเฮดเจอฉากนี้เข้าไป ต้องมีความรู้สึกทึ่งบ้างล่ะ

สรุปหนังเรื่อง Metal Lords – เมทัลลอร์ด น่าดูมั้ย?

หนังเรื่อง “Metal Lords – เมทัลลอร์ด” ดูแล้วเป็นหนังที่สร้างมาเพื่อคาราวะวงการเมทัลในอดีต โดยการเล่าเรื่อง แนวคิดแนวปรัชญา ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยดนตรีเฮฟวี่เมทัล หากถามว่าคนที่ไม่ชอบเมทัลดูได้มั้ย คงบอกได้เลยว่าคงแค่พอดูได้แถมไปแนวทางอาจไม่ค่อยสนุกเสียด้วยซ้ำ เพราะเนื้อเรื่องในส่วนอื่นที่ไม่ใช่เพลงมันดูพื้นฐานออกไปทางเฉยๆ ซ้ำๆ ดูไม่น่าตื่นเต้นหรือเอาใจช่วย และตัวเอกของเรื่องที่คลั่งในเมทัลนั้น มีนิสัยที่ค่อนข้างไปทางแย่เหมือนชาวเมทัลเฮดในอดีต เช่น ดูถูกดนตรีแนวอื่น บางแง่มุมคนดูอาจไม่เข้าใจในจุดนี้ที่หนังพยายามจะสื่อสารก็ได้นะครับ

รายชื่อเพลงที่ “ฮันเตอร์” ให้ “เควิน” ไปเรียนรู้เพิ่มเติม

  • “War Pigs” – Black Sabbath 
  • “Ace of spades” –  Motorhead
  • “The Trooper” – Iron Maiden (live)
  • “Aces High” – Iron Maiden
  • “Exciter” – Judas Priest 
  • “Unchained” – Van Halen
  • “For Whom the Bell Tolls” – Metallica
  • “Holy Diver” – Dio 
  • “Mr. Brownstone” – Guns n’ Roses
  • “Holy Wars” –  Megadeth
  • “War Ensemble” – Slayer 
  • “I’m Broken” – Pantera
  • “Rattamahatta” – Sepultura
  • “Killing in the Name” – Rage Against the Machine
  • “I Am the Black Wizards” – Emperor
  • “Psychosocial” – Slipknot
  • “Schism” – TOOL
  • “New Millenium Cyanide Christ” – Meshuggah
  • “The Lepper Affinity” – Opeth
  • “Blood and Thunder” – Mastodon
  • “Laid to Rest” – Lamb of God
  • “Hail to the King” – Avenged Sevenfold 
  • “L’Enfant Sauvage” – Gojira
  • “Mjod” – Kvelertak

โดยสามารถฟังเพลงทั้งหมดได้จาก Playlist นี้ใน Spotify :

ที่มา  https://www.imdb.com , https://www.loudersound.com/


Leave a Reply

Your email address will not be published.