ช่วงสมัยวัยรุ่นเคยมีเพื่อนเป็น American ผิวดำ มีวัฒนธรรมฮิป-ฮอปอยู่เต็มตัว ก็ไปไหนมาไหนขับรถเที่ยวด้วยกันประมาณนึง มีวันนึงผมก็เปิดกระเป๋าซีดีในรถของเพื่อนดู แล้วเพื่อนคนนี้มันก็แซวผมว่า “นายไม่สนใจมันหรอก มันไม่มีร็อคแอนโรลอยู่ในนั้นหรอกนะ” ตอนนั้นก็เลยสงสัยนิดๆ คนดำนี่เค้าไม่ฟังร็อคกันเลยหรือไง… คนขาว, คนเอเซีย หรือ เม็กซิกัน ก็ยังฟังฮิป-ฮอปกันได้เลย
ปกติโดยทั่วไป ดนตรีฮาร์ดร็อค/เมทัล หานักดนตรีผิวสีที่สนใจแนวนี้ได้น้อยมากนัก ส่วนใหญ่จะไปสายแจ๊ซ,ฟั้งก์ หรือ บลูส์ ถ้าจะให้ใกล้เคียงร็อคที่สุด แม้ว่าช่วงยุค 50’s Chuck Berry, Little Richard, Big Maybelle และ Big Joe Turner ซึ่งผู้บุกเบิกดนตรี Rock n’ Roll เป็นผิวสีก็ตาม แต่เมื่อราชาคิงออฟร็อคอย่าง Elvis Presley ปรากฏขึ้นมา เหล่าผิวสีก็เริ่มเจือจางห่างหายในดนตรีร็อคไปบ้าง
ถัดมาในช่วงยุค 70’s พระเจ้าก็ส่งคนอย่าง Jimi Hendrix มา แต่ก็เอากลับไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทำให้นักดนตรีร็อคผิวสีนั้นหายากเหลือเกิน นอกนั้นที่พอนึกออกก็จะมีแบบลูกครึ่งผสมอย่าง Slash, Prince, Lenny Kravitz ประมาณนี้
แต่ก็มีอีกวงนึงที่ผิวสีทั้งวง แต่สไตล์การเล่นดนตรีนั้นเอนเอียงไปทางฮาร์ดร็อคเป็นอย่างมาก นั่นก็คือวง “Living Colour – ลิฟวิ่ง คัลเลอร์”

Cult of Personality – “ลัทธิบูชาบุคคล” เพลงดังของวง
วง Living Colour มีเพลงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง คือเพลง Cult of Personality ในอัลบั้มแรกของพวกเค้า (Vivid, 1988) ที่ทะยานติดชาร์ทบิลบอร์ด ได้รับรางวัลแกรมมี่อะวอร์ดสาขาฮาร์ดร็อคยอดเยี่ยมในปี 1990 มิวสิควีดีโอก็ได้จาก MTV ไปสองรางวัล
จุดเด่นของเพลงนี้แค่เริ่มอินโทรด้วยริฟฟ์ก็ฮาร์ดร็อคจ๋ามาเลย เสียงนักร้องก็โคตรร็อค ท่อนโซโล่ของเพลงก็โคตรยอดเยี่ยม ไม่แน่จริงไม่ติดอันดับ 100 กีต้าร์โซโล่ใน Guitar World’s แน่ๆ และไม่ได้มีกลิ่นอายในดนตรีที่เรามักพบในนักร้อง/นักดนตรีผิวสี ส่วนชื่อเพลงนั้นนำมาจากหนังสือ “ว่าด้วยลัทธิบูชาบุคคลและผลลัพธ์ของมัน” (On the Cult of Personality and Its Consequences) ของอดีตผู้นำรัสเซีย “นีกีตา ครุชชอฟ”
ในระหว่างที่วงกำลังซ้อมดนตรีกันอยู่นั้น นักร้องของวง Corey Glover ก็ฮัมเพลงนี้พึมพำไป มือกีต้าร์ Vernon Reid ก็เปิดสมุดโน้ตเล่มเล็กของเค้า ที่บันทึกที่เค้าเขียนไว้สำหรับสร้างแรงบันดาลใจ จนไปเจอที่เขียนไว้ว่า... “Look in my eyes, what do you see? The cult of personality.” และเพลงนี้ยังเป็นธีมประจำตัวของนักมวยปล้ำ WWE อย่าง CM PUNK อีกด้วย
ความหมายที่ซ่อนอยู่ใน “Cult of Personality”
Vernon Reid มือกีตาร์ผู้แต่งเพลงนี้ได้อธิบายคอนเซปต์ของ “Cult of Personality” หรือ “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” ไว้อย่างน่าสนใจว่า มันคือเรื่องราวของ “เซเลปทางการเมือง” และการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความดีและความเลว
เพลงนี้ตั้งคำถามชวนคิดว่า ในความดีและความเลวร้ายนั้น มีอะไรที่เหมือนกัน? หรือมี “ความสามารถพิเศษ” (Charisma) บางอย่างหรือไม่? ที่ทำให้คนอย่าง มหาตมะ คานธี (ตัวแทนความดี) และ เบนิโต มุสโสลินี (ตัวแทนความเลวร้าย) ดูคล้ายคลึงกันในแง่ของอิทธิพลต่อผู้คน เพลงพยายามชี้ให้เห็นว่า กลไกที่ทำให้เราเทิดทูนฮีโร่ หรือเกลียดชังศัตรู นั้นอาจมาจากรากฐานทางจิตวิทยาเดียวกัน ดังท่อนที่จับคู่ขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจน:
“Like Mussolini and Kennedy / Like Joseph Stalin and Gandhi”
(เหมือนมุสโสลินีและเคนเนดี / เหมือนโจเซฟ สตาลิน และคานธี)
และยังมีท่อนที่เปรียบเทียบความรุ่งโรจน์กับจุดจบอันน่าเศร้าไว้อย่างเฉียบคม:
“Neon lights, a Nobel Prize / When a leader speaks, that leader dies”
“You won’t have to follow me / Only you can set you free”
แปล: “แสงนีออนเจิดจ้า รางวัลโนเบลอันทรงเกียรติ… เมื่อผู้นำเอ่ยปาก ผู้นำคนนั้นก็ต้องดับสูญ… เธอไม่จำเป็นต้องเดินตามฉัน มีเพียงเธอเท่านั้นที่ปลดปล่อยตัวเองได้”
ท่อนนี้สื่อถึงวัฏจักรของผู้นำที่เมื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด (แสงไฟ/รางวัล) และเริ่มชี้นำผู้คน (Speaks) จุดจบที่ตามมามักคือความตาย (Dies) ไม่ว่าจะเป็นการถูกลอบสังหารจริงๆ (อย่าง JFK หรือ Malcolm X) หรือการตายจาก “ความเป็นมนุษย์” กลายเป็นเพียงรูปปั้นเคารพที่แตะต้องไม่ได้
แม้ภาพรวมของเพลงจะดูเหมือนการต่อต้านการยึดติดกับตัวผู้นำ แต่ส่วนตัวผมตีความเพลงนี้ในมุมมองของการตื่นรู้ทางความคิด มากกว่าจะเป็นแนวคิดแบบ “อนาธิปไตย” (Anarchy) ที่ก้าวร้าว เพลงนี้เหมือนเครื่องเตือนใจว่า “อย่าให้ใครมาชักจูงเราได้ง่ายๆ”
หากเราจะศรัทธาใคร สักคน ก็ควรศรัทธาอย่างมีสติ ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่อภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุด ก็คือวิจารณญาณของตัวเราเอง ดังท่อนที่ว่า Only you can set you free
เสียงสุนทรพจน์ในตำนาน (Samples)
เอกลักษณ์ของเพลงนี้คือการนำเสียงสุนทรพจน์จริงจากหน้าประวัติศาสตร์มาใส่ไว้ เพื่อตอกย้ำเนื้อหาให้ทรงพลังยิ่งขึ้น
1. Malcolm X (1963)
เพลงเปิดด้วยประโยคจากสุนทรพจน์ “Message to the Grass Roots” ของนักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญ
“And in the few moments we have left, we want to talk right down to earth in a language that everybody here can easily understand.”
แปล: “และในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราเหลืออยู่นี้ เราอยากจะคุยกันแบบเปิดอกตรงไปตรงมา ด้วยภาษาที่ทุกคนในที่นี้เข้าใจได้ง่ายๆ”
(เกร็ด: สำนวน ‘down to earth’ หมายถึง ติดดิน, เป็นจริง, ตรงไปตรงมา ไม่ใช่การพูดคุยบนพื้นโลก)
2. John F. Kennedy (1961)
เสียงในช่วงท้ายเพลง มาจากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
“Ask not what your country can do for you — ask what you can do for your country.”
แปล: “จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านเองว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติได้บ้าง”
3. Franklin D. Roosevelt (1933)
อีกหนึ่งเสียงสำคัญจากพิธีสาบานตนครั้งแรก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) เพื่อประกาศนโยบาย New Deal และสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวอเมริกัน
“The only thing we have to fear is fear itself.”
แปล: “สิ่งเดียวที่เราต้องเกรงกลัว ก็คือความกลัวนั่นเอง”
(จุดสังเกต: วาทะนี้ FDR ต้องการสื่อว่า ความกลัวทำให้เราไม่กล้าก้าวเดินต่อไป ไม่ใช่ให้เรากลัวตัวเอง)
บทสรุปอันน่าเศร้า: เป็นเรื่องตลกร้ายที่เจ้าของเสียงสุนทรพจน์ 2 ใน 3 ท่านนี้ (Malcolm X และ JFK) จบชีวิตลงด้วยการถูกลอบสังหาร ซึ่งตอกย้ำท่อนเพลงที่ว่า “When a leader speaks, that leader dies” ได้อย่างเจ็บปวดที่สุด
แปลเพลง Cult of Personality – Living Colour
Look in my eyes, what do you see? | มองเข้ามาในตาฉัน สิ่งที่เธอเห็นคืออะไร?
The cult of personality | ลัทธิบูชาบุคคล
I know your anger, I know your dreams | ฉันรู้ถึงความโกรธของเธอ ฉันรู้ถึงความฝันของเธอ
I’ve been everything you want to be | ฉันเป็นทุกสิ่งที่เธออยากเป็น
I’m the cult of personality | ฉันคือลัทธิบูชาบุคคล
Like Mussolini and Kennedy | เหมือนกับมุสโสลินีและเคนเนดี
I’m the cult of personality | ฉันคือลัทธิบูชาบุคคล
The cult of personality | ลัทธิบูชาบุคคล
The cult of personality | ลัทธิบูชาบุคคล
Neon lights, a Nobel Prize | แสงนีออน กับรางวัลโนเบล
When a mirror speaks, the reflection lies | เมื่อกระจกเอ่ยคำ เงาสะท้อนกลับโกหก
You won’t have to follow me | เธอไม่จำเป็นต้องเดินตามฉัน
Only you can set me free | มีเพียงเธอเท่านั้นที่ปลดปล่อยฉันได้
I sell the things you need to be | ฉันขายทุกสิ่งที่เธอต้องมีเพื่อเป็นบางอย่าง
I’m the smiling face on your TV | ฉันคือใบหน้าที่ยิ้มแย้มบนจอทีวีของเธอ
I’m the cult of personality | ฉันคือลัทธิบูชาบุคคล
I exploit you, still you love me | ฉันเอาเปรียบเธอ แต่เธอก็ยังรักฉัน
I tell you one and one makes three | ฉันบอกเธอว่า หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสาม
I’m the cult of personality | ฉันคือลัทธิบูชาบุคคล
Like Joseph Stalin and Gandhi | เหมือนโจเซฟ สตาลิน และคานธี
I’m the cult of personality | ฉันคือลัทธิบูชาบุคคล
The cult of personality | ลัทธิบูชาบุคคล
The cult of personality | ลัทธิบูชาบุคคล
Neon lights, a Nobel Prize | แสงนีออน กับรางวัลโนเบล
When a leader speaks, that leader dies | เมื่อผู้นำเอ่ยคำ ผู้นำนั้นก็ดับสิ้น
You won’t have to follow me | เธอไม่จำเป็นต้องเดินตามฉัน
Only you can set you free | มีเพียงเธอเท่านั้นที่ปลดปล่อยตัวเองได้
(กีต้าร์โซโล่)
You gave me fortune, you gave me fame | เธอมอบโชคลาภและชื่อเสียงให้ฉัน
You gave me power in your God’s name | เธอมอบอำนาจให้ฉัน ในนามของพระเจ้า
I’m every person you need to be | ฉันคือทุกคนที่เธอต้องการจะเป็น
I’m the cult of personality | ฉันคือลัทธิบูชาบุคคล
(ซ้ำท่อนฮุก)

อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ


![[รีวิว] Big : บิ๊ก อยากโตก็ได้โต (1988) | เมื่อร่างกายโตขึ้น แต่หัวใจยังถามคำถามเดิม—โตไปทำไม? Big-Cover](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2025/12/Big-Cover.webp)
![[รีวิว] Reply 1988 : 응답하라 1988 : วันวาน 1988 (2015) 01-Reply-Cov](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2023/08/1a064ba4-01-reply-cov.webp)