Skip to content

ลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีคแล้วปีนี้ แฟนผีจะอยู่ยังไง

วันที่  26 มิถุนายน 2020 เป็นวันที่ต้องระบุในประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง หลังจาก “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ซิตี้ บุกไปผ่ายให้กับ “สิงห์โตน้ำเงินคราม” เชลซี 2 – 1 ส่งผลคะแนนตามห่างจ่าฝูง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ขาดลอย ชนิดที่ว่า ต่อให้ ลิเวอร์พูลแพ้ไปจนจบฤดูกาล แมนเชสเตอร์ซิตี้ก็ไม่ได้แชมป์อยู่ดี

พอตอนเช้าในเฟซบุ๊คฟีด เล้าแทบแตกกก

แต่ก็น่ายินดีกับเค้าด้วยความจริงใจล่ะครับ เจอร์เก้น คลอปป์ พัฒนาทีมมาถึงจุดนี้ได้ด้วยความตั้งใจจริงๆ ดึงศักยภาพของนักฟุตบอลออกมาได้เป็นอย่างดี ทั้งตัวจริง และ ตัวสำรอง ส่งผลให้เป็นผลงานอย่างที่เห็นล่ะครับ กรุงโรมใช่ว่าจะสร้างเสร็จภายในวันเดียวซะที่ไหน

ส่วนแฟนผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเราๆ ก็ต้องแอบลุ้นเชียร์ทีมตัวเอง พัฒนาให้ถึงจุดนั้นแบบเค้าบ้างให้ได้สักที เพราะหลังจากการวางมือของ ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ฤดูกาล 2012/13 ก็ล่วงเลยมา 7 ปีแล้ว กับโค้ช 4 คน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพัฒนาไปถึงจุดที่ลุ้นแชมป์ลีคได้เลย ก็ได้แต่หวังว่า โอเล่ กุนนาร์ โชลชาร์ จะจุดประกายและความหวังมาสู่ทีมได้สำเร็จ ซึ่งนั่นก็ต้องรอดูกันต่อไป

แล้วแฟนผีจะอยู่ยังไง ภายใต้ร่มเงาของหงส์แดงแบบนี้

เป็นอันที่เข้าใจว่าในโลกของการเชียร์ฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศ จะมีการบลัฟ แขวะ แซว กันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งโดยเฉพาะกับทีมคู่อริ (Rival Clubs) โดยปีศาจแดง มีทีมคู่ปรับอย่างลิเวอร์พูลนี่ได้รับความสนใจในการแข่งขันกันมากกว่าทีมอื่นๆ คงผลพลอยแนวทางการตลาดสมัยใหม่นั่นล่ะครับ ทำให้เกิด “วันแดงเดือด” ที่มีคนสนใจแทบจะท้ังโลกเลยก็ว่าได้

เมื่อโดนการตลาดหนักๆ เข้า แน่นอน จะเกิดแฟนบอยของทั้ง 2 ทีม หลังจากนั้นก็เกิดความรู้สึกผูกผันกับทีมที่ตัวเองรัก และมักจะไม่พอใจเหมือนโดนหยามเหยียดเมื่อประสบความล้มเหลวในระหว่างสองทีมนี้ ถ้าตามที่จำความได้ ก็มาหนักข้อในช่วงที่เปลี่ยนจาก ดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีคนี่ล่ะครับ

ในฐานะแฟนผี ที่ผ่านการบลัฟแฟนๆ หงส์แดงมาพอสมควร ตั้งแต่พูดคุยกับเพื่อนในวงสนทนา ตั้งแต่สมัยมัธยม, MSN แชทกับเพื่อน, เว็ปบอร์ดต่างๆ จนมาถึง Social Network อย่าง Facebook นี่ล่ะ โพสท์สเตตัสกันจนเพื่อนสมัยเรียนมาด่าซะ หยั่งกะไปฆ่าพ่อมันซะอย่างงั้น 55555 จนเพื่อนๆ ร่วมรุ่นต้องมาช่วยเคลียร์ (คำพูดในตัวหนังสือนี่คงเดาอารมณ์ได้ยากกว่า การคุยกันต่อหน้าล่ะมั้งครับ) รวมถึง Facebook Page ที่มีข่าวเกี่ยวข้องกับฟุตบอลแล้วล่ะก็ คอมเมนท์หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ชุลมุนกันนัวเนียเลยล่ะครับ

เลยคิดว่า การแซะ แขวะ ทีมที่เราไม่ได้ชอบ ซึ่งบางทีเกลียดทีมมันเพราะอะไร ยังไม่รู้เลย บางทีหัวใจของการเกลียดทีมอื่นๆ ก็เพราะแฟนบอลปากหมาๆ (อย่างผมเคยเป็น) นี่ล่ะมั้งครับ พักหลังๆ เลยทำให้การบลัฟทีมอื่น ทำเอาแค่พอประมาณ เพราะรู้แล้วว่า มันไม่ได้ดีอะไรกับจิตใจตัวเราเองหรอกครับ เมื่อเกิดความบาดหมาง

นี่นับว่าโชคดี (แอบเข้าข้างแฟนทีมที่เชียร์เหมือนกันด้วยมั้ง) ที่ส่วนใหญ่แฟนผีแดง ไม่ว่าช่องทางไหน ความโม้ยังดูน้อยกว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลเยอะ รู้จักถ่อมตน ข่มใจไว้ได้เยอะ รวมถึงมีเพจฟุตบอลที่ล้อทีมตัวเองอย่าง Devil Magazine

ภาพจากเพจ Devil Magazine

ก็เอาใจช่วยเหล่าสาวกปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้รักษาความเจียมเนื้อเจียมตัวในช่วงนี้ คอยเอาใจช่วยทีมตัวเองให้พัฒนาฟอร์มการเล่นกลับมาดุดัน ให้น่าเกรงขามเหมือนแต่ก่อนเป็นพอ อย่าเพิ่งไปใส่ใจหาเรื่องทีมลิเวอร์พูลให้มากเรื่องเลยนะครับ ไม่ว่าเค้าอาจจะพลาดท่าให้กับทีมอื่นไปบ้าง ไว้ทีมเราชนะในเกมส์เค้าค่อยออกอาการดีใจเอาแค่ช่วงนั้นเป็นพอ

ส่วนความสำเร็จเดิมๆ สมัยป๋า เก็บไว้ในใจ ภาคภูมิใจกันเอง อย่ายกสถิติมาข่มใคร อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด

เพราะดูท่าทางแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะเลยล่ะ ถึงจะกลับมาอยู่ใน ท็อป 4 ได้เหมือนแต่ก่อน

ทีมคู่ปรับในลีคของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

  • แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นที่ทีมร่วมเมือง ที่ชิงชัยความสำเร็จกัน (สมัยก่อน ซิตี้ อยู่ใต้ร่มเงามาตลอด แต่ว่า 10 ปีหลังมานี้ เริ่มทัดเทียมบ้างแล้ว)
  • ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่อ้างอิงประวัติศาสตร์สมัยสงครามดอกกุหลาบ “Wars of the Roses” คศ. 1455–1485 โน่นเลย เอาจริงๆ ก็แฟนบอลหรือเหล่าฮูลิแกนยกมาอ้างอิง เพื่อสุมไฟ เพิ่มอารมณ์ในการเชียร์
  • อาเซนอล เป็นช่วงการชิงชัยและสงครามจิตวิทยาระหว่าง เซอร์อเล็กซ์ และ กุนซือชาวฝรั่งเศส อาเซน แวงเกอร์ หรือการไฟ้ทกันระหว่าง 2 กัปตันทีมอย่าง รอยคีน กับ แพคทริค วิเอร่า แต่นั่นก็เป็นระยะสั้นๆ ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 หรือ ต้นๆ ปี 2000
  • ลิเวอร์พูล ถ้าตามที่อังกฤษ ประวัติศาสตร์ยาวนานสมัยปฏิวัตอุตสาหกรรมโน่นเลย เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแนวทางของแต่ละเมืองในช่วงนั้นทำให้เกิดความไม่พอใจกัน แต่ถ้าในแง่ของฟุตบอล น่าจะเป็นเรื่องความยิ่งใหญ่ของ 2 สโมสรนี้ ที่สลับกันประสบความสำเร็จ ซึ่งเลยเอาประวัติศาสตร์เก่าๆ มาเป็นตัวแทนแข่งขันในโลกของฟุตบอลแทน

Leave a Reply