ท่ามกลางหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีร็อกที่เต็มไปด้วยวงดนตรีมากมายที่พยายามก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด มีเพียงไม่กี่วงที่สามารถผสมผสานความลึกลับแบบกอทิกเข้ากับพลังงานอันดิบเถื่อนของฮาร์ดร็อกได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ The Cult คือหนึ่งในนั้น และหากคุณเป็นคนรักเสียงเพลงที่กำลังมองหางานศิลปะที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เสียงกีตาร์ที่แผดเผา บทความในคอลัมน์ “เล่าเรื่องเพลง” จะขอพาทุกท่านดำดิ่งลงไปในความหมายและประวัติเพลง Sun King แทร็กเปิดอัลบั้มระดับตำนานที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังและร่องรอยของการแผดเผา
ปฐมบทแห่งเปลวเพลิง: เสียงคำรามของ Ian Astbury ก่อนม่านการแสดงจะเปิดขึ้น
เพื่อที่จะเข้าใจถึงจิตวิญญาณอันเดือดพล่านของ The Cult เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศการแสดงสดของพวกเขาเสียก่อน ในงานเทศกาลดนตรี Pinkpop Festival ปี 1992 ที่เนเธอร์แลนด์ ปีนั้นเป็นช่วงเวลาที่โลกกำลังหมุนเปลี่ยนผ่านจากยุคแฮร์แบนด์เข้าสู่ยุคกรันจ์ร็อก โดย Ian Astbury นักร้องนำผู้มีออร่าราวกับผู้นำลัทธิ ได้ก้าวออกมาหน้าเวทีท่ามกลางผู้ชมเรือนแสน เขาไม่ได้เพียงแค่รอให้ดนตรีบรรเลง แต่เขาได้เอ่ยถ้อยคำที่เป็นเสมือนคำประกาศอิสรภาพของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น
ก่อนที่เนื้อร้องท่อนแรกของเพลง Sun King จะเริ่มขึ้น Ian ได้อิมโพรไวส์และพูดปลุกใจคนดูไปพร้อมกับเสียงดนตรีที่กำลังคลอเบาๆ โดยเราสามารถแบ่งห้วงอารมณ์ของการเทศนาอันทรงพลังบนเวทีนี้ออกเป็น 3 ช่วงหลักที่ค่อยๆ ไต่ระดับความเดือดพล่าน

ในห้วงแรก เขาเปิดฉากด้วยการประกาศถึง การปฏิวัติของคนรุ่นใหม่
“I think what’s happening in Holland is the same thing that’s happening in fucking England, and America, and China, and fucking Tibet! It’s a fucking revolution of young people, and young minds! And we’re saying fuck the 60s! Fuck the 60s! The fucking world’s still on fire! And it all down to the Sun King!”
แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า
“ผมคิดว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในฮอลแลนด์ตอนนี้ มันเป็นสิ่งเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในอังกฤษ อเมริกา จีน และทิเบต มันคือการปฏิวัติของคนรุ่นใหม่ ของหนุ่มสาวที่มีความคิดใหม่ๆ! และพวกเราขอบอกเลยว่า ช่างหัวยุค 60s! ช่างแม่งยุค 60s! โลกใบนี้มันยังคงลุกเป็นไฟ! และทั้งหมดนี้นำไปสู่ Sun King!”
ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสคริปต์ที่ท่องจำมา แต่มันคือการกลั่นกรองความกดดันของโลกใบนี้ในปี 1992 ปีที่อเมริกาลุกเป็นไฟจากการจลาจลในแอลเอ ยุโรปกำลังบอบช้ำจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และโลกฝั่งตะวันออกยังคงคุกรุ่นด้วยการกดขี่ สุนทรพจน์นี้จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมแล้วที่จะเผาทำลายอุดมคติจอมปลอมในอดีตจากคนยุคบุปผาชน
จากนั้นในห้วงที่สอง เขาดึงอารมณ์ผู้ฟังจากความเกรี้ยวกราดมาสู่การปลุกระดมให้ สร้างบ้านแห่งความรัก หลังใหม่ขึ้นมาแทนที่ความเสื่อมโทรม
“Rise up! Children! Rise up, my little children! Build a new house of love! Yeah! Preach and act out the word of God. Yeah. Hallelujah, friend.”
แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า
“ลุกขึ้นสิ! เด็กๆ! ลุกขึ้นสิเด็กๆ ของฉัน! สร้างบ้านแห่งความรักหลังใหม่ขึ้นมา! เย้! จงเทศนาและปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า! ฮาเลลูยาห์เพื่อนเอ๋ย!”
และในห้วงที่สาม ซึ่งเป็นจุดที่ความเดือดดาลทะลุปรอท เขาได้ประกาศศักดาว่า ทุกอย่างกำลังลุกเป็นไฟ โดยเริ่มจากการปลุกใจจากภายในและเชื่อมโยงไปถึงศิลปินร่วมยุคสมัยที่ทรงพลัง
“Rise up! The world’s on fire! The world is on fire! The world is on fucking fire! Our hearts are on fire! Pearl Jam is on fire! Soundgarden is on fire! But we’re all on fucking fire, ’cause the fucking day has arrived when we will fucking break the chains of the prostitution!”
แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า
“ลุกขึ้นมา! โลกนี้กำลังลุกเป็นไฟ! โลกกำลังลุกเป็นไฟ! โลกแม่งกำลังลุกเป็นไฟ! หัวใจของพวกเรากำลังลุกเป็นไฟ! Pearl Jam กำลังลุกเป็นไฟ! Soundgarden กำลังลุกเป็นไฟ! แต่พวกเราทุกคนกำลังลุกเป็นไฟ เพราะวันนั้นได้มาถึงแล้ว วันที่เราจะทำลายโซ่ตรวนของการถูกหลอกใช้!”
หลังจากที่พ่นความอัดอั้นทั้งหมดออกไป Ian ยังคงหล่อเลี้ยงอารมณ์คนดูอย่างต่อเนื่อง เขาหลับตาร้องอิมโพรไวส์และบิ๊วอารมณ์ไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงริฟฟ์กีตาร์ที่เริ่มส่งเสียงคำราม เขาพึมพำและตะโกนประโยคซ้ำๆ อย่าง “Come down…”, “Nobody can hold you down” และ “Nobody can push you around” เพื่อย้ำเตือนคนหนุ่มสาวว่าอย่าให้ใครมากดหัวหรือบงการชีวิตได้อีกต่อไป ก่อนที่จังหวะของเบสและกลองจะกระแทกกระทั้น พาทุกคนเข้าสู่เนื้อร้องท่อนแรกของเพลงที่ว่า “The time has come like a tired dog…” อย่างสมบูรณ์แบบและตราตรึง
เบื้องหลังม่านควันและกำเนิดราชันย์แห่งตะวัน
ประวัติเพลง Sun King นั้นไม่ได้เริ่มต้นขึ้นบนเวทีคอนเสิร์ต แต่มันถูกหล่อหลอมขึ้นมาในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดของวง The Cult หลังจากที่พวกเขาก้าวข้ามฝั่งจากเกาะอังกฤษมาสู่มหานครลอสแอนเจลิส เมืองแห่งเทวดาที่เต็มไปด้วยแสงสีและกิเลสตัณหา พวกเขาได้ร่วมงานกับ Bob Rock โปรดิวเซอร์มือทองที่ช่วยเจียระไนซาวด์ของพวกเขาในอัลบั้ม Sonic Temple (ปี 1989) ให้กลายเป็นอารีน่าร็อกที่ยิ่งใหญ่และหนักหน่วงที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมา
ในกระบวนการสร้างสรรค์อัลบั้มนี้ Ian Astbury และ Billy Duffy มือกีตาร์คู่บุญ ได้ซึมซับเอาความเย้ายวนและความลุ่มหลงที่ซ่อนอยู่ภายใต้พรมแดงของวงการฮอลลีวูด Sun King ถูกวางตำแหน่งให้เป็น เพลงเปิดอัลบั้ม (Track 1) ราวกับเป็นบทนำที่พาผู้ฟังบุกเบิกเข้าสู่วิหารแห่งเสียงดนตรี การจัดวางแบบนี้จงใจให้ผู้ฟังได้สัมผัสกับจังหวะที่เนิบช้า หนักแน่น คล้ายกับเสียงฝีเท้าของสัตว์ร้ายที่กำลังย่างกรายเข้ามาก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับความเกรี้ยวกราดขึ้นไปจนถึงจุดปะทุ ดนตรีของเพลงนี้เต็มไปด้วยสแวกเกอร์ (Swagger) ความกรุ้มกริ่ม และความโอหังในแบบฉบับของศิลปินที่กำลังอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพ
ถอดรหัสความหมายเพลง: ราชันย์ผู้พ่ายแพ้ต่อกิเลสและอิสตรี
หากจะเจาะลึกความหมายของเพลง Sun King ราชันย์ตะวัน ในบริบทของเนื้อเพลงต้นฉบับนี้ ไม่ใช่สัญลักษณ์ทางการเมือง แต่มันคือตัวแทนของ “อีโก้” และความหลงตัวเองของความเป็นร็อกสตาร์ ตัวละครหลักในเพลงยกย่องตัวเองว่าเป็น Sun King หรือผู้ที่ยิ่งใหญ่ดุจดวงอาทิตย์ที่สาดแสงไปทั่วแดนดิน แต่ความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ชายผู้มีอำนาจล้นฟ้าคนนี้ กลับต้องคุกเข่าอ้อนวอนสยบแทบเท้าผู้หญิงคนหนึ่ง
เนื้อหาของเพลงพรรณนาถึงเสน่ห์อันร้ายกาจของหญิงสาวผมดำตากลมโต ผู้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่เดินเชิดหน้าชูคอเข้ามาป่วนหัวใจของเขา เธอเปรียบเสมือน Femme Fatale หรือสตรีอันตรายที่ทำให้ราชันย์ต้องยอมศิโรราบ เขาพยายามใช้สถานะความยิ่งใหญ่ของตัวเองเพื่อมัดใจเธอ สัญญาว่าจะพาเธอไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญาและแบ่งปันบัลลังก์ให้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ประโยคที่ว่า “I can’t make it on my own” (ผมไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เพียงลำพัง) ก็เป็นการเปลื้องผ้าเปลือยอีโก้ของตัวเองออกมาให้เห็นว่า ท่ามกลางความยิ่งใหญ่จอมปลอม มนุษย์เราก็ยังคงตกเป็นทาสของตัณหาและความรักอยู่วันยังค่ำ
กวีนิพนธ์แห่งราชันย์: คำแปลเนื้อเพลง Sun King
This is where it all ends | นี่คือจุดที่ทุกสิ่งจบลง
And the kinda dream that you’ve never seen | และเป็นความฝันในแบบที่คุณไม่เคยพบเจอ
Well, yeah | อาฮะ ใช่เลย
Hot damn, ooh, mercy ma’am | ให้ตายเถอะ โอ้ ได้โปรดเถอะแม่คุณ
What the hell you doing to me? | นี่คุณกำลังทำบ้าอะไรกับผมอยู่เนี่ย?
Ah, strutting round with your head held high | อา เดินเชิดหน้าชูคอไปมา
What you trying to prove, girl? | เธอพยายามจะพิสูจน์อะไรกัน แม่สาวน้อย?
Black-haired missy | แม่สาวผมดำ
Big brown eyes | นัยน์ตาสีน้ำตาลกลมโต
On my knees, mama please | ผมคุกเข่าอ้อนวอนแล้ว ที่รัก ได้โปรดเถอะ
I’m a regal man | ผมคือชายผู้สูงศักดิ์
I’ll do what I can | ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้
To take you off to the promised land | เพื่อพาคุณไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา
I’m a sun king, baby | ผมคือราชันย์แห่งตะวัน ที่รัก
Let me take you by the hand | ให้ผมได้กุมมือคุณไว้นะ
Sun king, honey | ราชันย์ตะวันนะ ยาหยี
We can rule across the land | เราสองสามารถครองความยิ่งใหญ่ไปทั่วดินแดน
I’m a sun king, baby | ผมคือราชันย์ตะวัน ที่รัก
With you, I’ll share my throne | ผมจะแบ่งปันบัลลังก์นี้ร่วมกับคุณ
A sun king, honey | ราชันย์ตะวันนะ ยาหยี
I can’t make it on my own, no | ผมไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เพียงลำพัง ไม่เลย
Hey, look out, little missy’s about | เฮ้ ระวังให้ดี แม่สาวน้อยออกโรงแล้ว
Ripping up the town, yeah | ป่วนเมืองจนราบเป็นหน้ากลอง ใช่เลย
Honey, I can’t tie you down | ยาหยี ผมผูกมัดคุณไว้ไม่ได้เลย
Woman, you make me frown | แม่คุณเอ๋ย คุณทำเอาผมต้องขมวดคิ้ว
Long legged lady with a black dress on | แม่สาวขายาวในชุดเดรสสีดำ
On my knees, mama please | ผมคุกเข่าอ้อนวอนแล้ว ที่รัก ได้โปรดเถอะ
I’m a regal man | ผมคือชายผู้สูงศักดิ์
I’ll do what I can | ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้
To t-t-take you to the promised land | เพื่อพ-พ-พาคุณไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา
A sun king, baby | ผมคือราชันย์ตะวัน ที่รัก
Let me take you by the hand | ให้ผมได้กุมมือคุณไว้นะ
Yeah, sun king, honey | ใช่แล้ว ราชันย์ตะวันนะ ยาหยี
We can rule across this land | เราสองสามารถครองความยิ่งใหญ่ไปทั่วดินแดน
I’m a sun king, baby, baby | ผมคือราชันย์ตะวัน ที่รัก
With you, I’ll share my throne | ผมจะแบ่งปันบัลลังก์นี้ร่วมกับคุณ
A sun king, honey | ราชันย์ตะวันนะ ยาหยี
I can’t make it on my own, yeah | ผมไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เพียงลำพัง ใช่เลย
Let me tell you people | ให้ผมได้บอกพวกคุณหน่อยเถอะนะ
Now, listen good | เอาล่ะ ฟังให้ดี
City crawling like a tired dog, yeah | เมืองใหญ่ที่คืบคลานไปราวกับสุนัขที่เหนื่อยล้า
Cult children in the house of the dawn, yeah | เหล่าสาวกตัวน้อยในบ้านเกิดแห่งรุ่งอรุณ
Time was wasted ’cause it’s gone too fast | เวลาถูกผลาญทิ้งไป เพราะมันผ่านไปเร็วเหลือเกิน
Time was wasted ’cause it’s gone too fast | เวลาถูกผลาญทิ้งไป เพราะมันผ่านไปเร็วเหลือเกิน
I see the sun begin to shine | ผมเห็นแสงตะวันเริ่มสาดส่องแล้ว
I see the sun begin to shine | ผมเห็นแสงตะวันเริ่มสาดส่องแล้ว
Sun king, baby, ow | ราชันย์ตะวัน ที่รัก
Let me take you by the hand | ให้ผมได้กุมมือคุณไว้นะ
Oh, sun king, honey | โอ้ ราชันย์ตะวันนะ ยาหยี
We can rule across the land | เราสองสามารถครองความยิ่งใหญ่ไปทั่วดินแดน
I’m a sun king, baby, yeah yeah | ผมคือราชันย์ตะวัน ที่รัก
With you, I’ll share my throne | ผมจะแบ่งปันบัลลังก์นี้ร่วมกับคุณ
Sun king, honey | ราชันย์ตะวันนะ ยาหยี
I can’t make it on my own, yeah | ผมไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เพียงลำพัง ใช่เลย
I’m a sun king, baby | ผมคือราชันย์ตะวัน ที่รัก
Sun king | ราชันย์ตะวัน
Sun king, baby… | ราชันย์ตะวันนะ ที่รัก…
บทสรุปส่งท้ายสำหรับคอเพลง
Sun King ไม่ใช่แค่เพลงร็อกธรรมดา แต่มันคือการเปิดเปลือกนอกของมนุษย์ให้เห็นถึงกิเลสและความหลงตัวเอง The Cult ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาคือศิลปินที่สามารถจับเอาความย้อนแย้งของอำนาจและตัณหามาใส่ไว้ในจังหวะดนตรีได้อย่างแยบยลที่สุด แถมยังสามารถหยิบมันมาตีความใหม่บนเวทีแสดงสดได้อย่างทรงพลัง หวังว่าบทความเล่าเรื่องเพลงในวันนี้จะทำให้คุณกลับไปฟัง Sun King ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป และหากคุณชื่นชอบการขุดค้นประวัติเพลงและความหมายที่ซ่อนอยู่ในตัวโน้ต อย่าลืมติดตามอ่านเรื่องราวของบทเพลงอื่นๆ ได้ที่เว็บ kengji.co ของเรา เพราะทุกเสียงดนตรี ล้วนมีเรื่องราวที่รอการค้นพบเสมอ

อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ



