Skip to content

Baba O’Riley : The Who | ตำนานซินธ์ร็อกแห่งยุค 70s ที่คนทั้งโลกจำชื่อผิด

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

หากจะกล่าวถึงบทเพลงร็อกคลาสสิกที่ก้าวล้ำนำยุคสมัยและยังคงความสดใหม่แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกินกว่าครึ่งศตวรรษ ชื่อของผลงานชิ้นเอกประดับวงการดนตรีจากปี 1971 อย่าง “Baba O’Riley” ของยอดวงร็อกเกาะอังกฤษ The Who จะต้องถูกจารึกไว้ในบรรทัดแรกๆ อย่างแน่นอน เสียงอินโทรสังเคราะห์ที่วนลูปสลับซับซ้อนราวกับเสียงเพรียกจากอนาคต ได้กลายเป็นมนต์สะกดที่ทำให้ผู้คนจดจำบทเพลงนี้ได้ทันทีตั้งแต่สามวินาทีแรก ทว่าตลกร้ายของประวัติศาสตร์ดนตรีคือ แฟนเพลงเกินครึ่งโลกมักจะเรียกขานบทเพลงนี้ด้วยชื่อ “Teenage Wasteland” ตามท่อนฮุกที่ดังกึกก้องอยู่ในหัวใจของวัยรุ่นทุกยุคสมัย วันนี้เราจะพาคุณก้าวข้ามความเข้าใจผิดนั้น และดำดิ่งลงไปสำรวจรากเหง้า ความหมาย และอัจฉริยภาพที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมหากาพย์แห่งเสียงดนตรีแทร็กนี้กันแบบลึกซึ้งในทุกตัวโน้ต

ปฐมบทแห่งเสียงสังเคราะห์และโลกอนาคตที่แหลกสลาย

เรื่องราวของเพลงนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่ห้องอัดเสียงธรรมดา แต่ก่อตัวขึ้นจากวิสัยทัศน์อันทะเยอทะยานจนเกือบจะบ้าคลั่งของ พีท ทาวน์เซนด์ (Pete Townshend) มือกีตาร์และมันสมองของวง ในช่วงต้นยุค 70s หลังจากความสำเร็จอันถล่มทลายของร็อกโอเปร่าอัลบั้ม Tommy พีทได้วาดฝันถึงโปรเจกต์ใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในชื่อ “Lifehouse” มันคือคอนเซปต์อัลบั้มและภาพยนตร์ไซไฟที่เล่าถึงโลกอนาคตอันเสื่อมทราม มนุษยชาติต้องสวมชุดหล่อเลี้ยงชีพและเชื่อมต่อจิตวิญญาณเข้ากับโครงข่ายที่เรียกว่า “The Grid” (ซึ่งเป็นแนวคิดที่ล้ำหน้ามากและคล้ายคลึงกับอินเทอร์เน็ตหรือเมตาเวิร์สในปัจจุบัน) ในโลกดิสโทเปียแห่งนี้ ดนตรีร็อกคือความรอดเดียวที่จะปลดแอกผู้คนจากการถูกควบคุม

Meher Baba & Terry Riley

แม้โปรเจกต์ Lifehouse จะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เทคโนโลยีและความเข้าใจของผู้คนในยุคนั้นจะตามทันจนสุดท้ายโปรเจกต์ต้องล่มสลายลง ทว่าเศษซากอันงดงามของโปรเจกต์นี้ได้ถูกนำมาปัดฝุ่นและรวบรวมใหม่จนกลายมาเป็นอัลบั้มชุด “Who’s Next” ซึ่งเปรียบดั่งเพชรเม็ดงามที่สุดของวง และ Baba O’Riley ก็คือเพลงเปิดอัลบั้มที่ทำหน้าที่เป็นประตูมิติพาผู้ฟังเข้าสู่โลกใบนั้น ชื่อเพลงที่ดูแปลกประหลาดนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครใดๆ ในเนื้อเรื่องเลย แต่มันคือการอุทิศให้กับบุคคลสองคนที่ทรงอิทธิพลต่อจิตวิญญาณและแนวคิดทางดนตรีของพีทในเวลานั้น นั่นคือ “เมเฮอร์ บาบา” (Meher Baba) ผู้นำทางจิตวิญญาณชาวอินเดียผู้สอนปรัชญาแห่งความเงียบสงบ และ “เทอร์รี ไรลีย์” (Terry Riley) นักประพันธ์เพลงแนวมินิมอลลิสต์ชาวอเมริกันผู้บุกเบิกการใช้เสียงซินธิไซเซอร์วนลูป เมื่อความสงบทางจิตวิญญาณผสานเข้ากับความล้ำสมัยทางดนตรี ชื่อ Baba O’Riley จึงถือกำเนิดขึ้น

นวัตกรรมทางเสียงและการปะทะกันของดนตรีสามขั้ว

ในเชิงของสุนทรียศาสตร์ทางดนตรี เพลงนี้คืองานทดลองที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อินโทรอันเป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นเสียงจากเครื่องซินธิไซเซอร์สุดล้ำ แท้จริงแล้วคือการนำออร์แกนรุ่น Lowrey มาเล่นผ่านฟังก์ชัน Marimba Repeat และประมวลผลสัญญาณจนเกิดเป็นลูปจังหวะที่ซับซ้อน มันคือความพยายามของพีทในการแปลงข้อมูลลักษณะทางกายภาพและจิตวิญญาณของ เมเฮอร์ บาบา ให้กลายเป็นเสียงดนตรี

เมื่อเสียงลูปอิเล็กทรอนิกส์ดำเนินไปจนถึงจุดหนึ่ง การปะทะกันอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้น ท่วงทำนองเปียโนอันหนักแน่น พลังเสียงร้องที่ดุดันราวกับราชสีห์ของ โรเจอร์ ดาลทรีย์ (Roger Daltrey) และการสาดกลองที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ แต่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อของ คีธ มูน (Keith Moon) ได้กระชากผู้ฟังกลับสู่โลกของฮาร์ดร็อกอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าความตื่นตาตื่นใจยังไม่จบเพียงเท่านั้น ในช่วงท้ายของเพลง จอห์น เอนทวิสเซิล (John Entwistle) มือเบสได้เสนอไอเดียให้เติมเสียงไวโอลินลงไป ศิลปินรับเชิญ เดฟ อาร์บัส (Dave Arbus) จึงได้เข้ามาบรรเลงไวโอลินโซโล่ที่ให้กลิ่นอายดนตรีไอริชพื้นบ้าน (Celtic Folk) จังหวะดนตรีเร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับการเต้นรำรอบกองไฟของชนเผ่าก่อนจะระเบิดออกเป็นจุลในตอนจบ ทำให้ Baba O’Riley กลายเป็นสถาปัตยกรรมทางดนตรีที่ผสมผสานความล้ำยุค ความหนักหน่วง และกลิ่นอายคลาสสิกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้ที่ติ

ตีความหมายซากปรักหักพังแห่งวัยเยาว์

เนื้อหาของเพลงสะท้อนภาพการเดินทางของกลุ่มคนรากหญ้าในโลกอนาคตของโปรเจกต์ Lifehouse ที่ทิ้งถิ่นฐานเพื่อมุ่งหน้าสู่งานแสดงดนตรีที่เป็นดั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ถูกแต่งขึ้นเพื่อสะท้อนภาพความจริงอันขมขื่นของสังคมวัยรุ่นอเมริกันและอังกฤษในยุคหลังเทศกาลดนตรี Woodstock พีท ทาวน์เซนด์ ได้เห็นภาพวัยรุ่นจำนวนมากที่เมายาเสพติด นอนเกลือกกลิ้งอยู่ท่ามกลางกองขยะในพื้นที่จัดคอนเสิร์ต พวกเขาหลงทาง ไร้จุดหมาย และถูกทอดทิ้งจากคนรุ่นก่อน

คำว่า “Teenage Wasteland” (ดินแดนรกร้างแห่งวัยรุ่น) จึงไม่ใช่คำเชิดชูหรือการเฉลิมฉลองความขบถ แต่เป็นบทกวีแห่งความโศกเศร้า เป็นคำเตือนสติถึงยุคสมัยที่อุดมการณ์ของหนุ่มสาวถูกบดขยี้จนกลายเป็นเพียงเศษซาก ทว่าด้วยท่วงทำนองที่ฮึกเหิมและเสียงร้องที่เต็มไปด้วยพลัง วัยรุ่นในยุคนั้น (และยุคต่อๆ มา) กลับรับเอาเพลงนี้มาเป็นเพลงชาติแห่งการปลดแอก พวกเขาตะโกนร้องคำว่า Teenage Wasteland ด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับจะประกาศว่า แม้โลกนี้จะเป็นเพียงดินแดนรกร้าง แต่พวกเขาก็จะขอมีชีวิตรอดและเต้นรำไปบนกองเถ้าถ่านนี้ด้วยตัวเอง

แปลเนื้อเพลง Baba O’Riley – The Who

Out here in the fields | ออกมาเบื้องหน้าท้องทุ่งกว้างสุดสายตา
I fight for my meals | ฉันดิ้นรนต่อสู้เพื่อแลกข้าวประทังชีวิต
I get my back into my living | ฉันอุทิศหยาดเหงื่อและแรงกายเพื่อการดำรงอยู่

I don’t need to fight | ฉันไม่ปรารถนาที่จะต้องฟาดฟันกับผู้ใด
To prove I’m right | เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าตัวฉันนั้นเป็นฝ่ายถูก
I don’t need to be forgiven | และฉันก็ไม่เรียกร้องการให้อภัยจากใครทั้งสิ้น
Yeah, yeah, yeah, yeah, yeah | (เสียงตะโกนแห่งการปลดแอก)

Don’t cry | จงอย่าได้หลั่งน้ำตา
Don’t raise your eye | จงอย่าได้แหงนมองขึ้นฟากฟ้าเพื่อร้องขอสิ่งใด
It’s only teenage wasteland | เพราะนี่คือดินแดนรกร้างแห่งวัยเยาว์เท่านั้นเอง

Sally, take my hand | แซลลี่ กุมมือฉันไว้เถิด
We’ll travel south ‘cross land | เราจะรอนแรมล่องใต้ข้ามแผ่นดินนี้ไปด้วยกัน
Put out the fire | จงดับกองไฟนั่นเสีย
And don’t look past my shoulder | และอย่าได้หันมองกลับไปเบื้องหลังของฉันอีกเลย

The exodus is here | การอพยพครั้งยิ่งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
The happy ones are near | เหล่าผู้เปี่ยมสุขต่างมารวมตัวกันอยู่ไม่ไกล
Let’s get together | มาร่วมประสานใจกันเถิด
Before we get much older | ก่อนที่วัยวันและสังขารของเราจะร่วงโรยไปมากกว่านี้

Teenage wasteland | ดินแดนรกร้างแห่งวัยรุ่น
It’s only teenage wasteland | มันเป็นเพียงดินแดนรกร้างของเหล่าคนหนุ่มสาว
Teenage wasteland, oh, yeah | ดินแดนรกร้างแห่งวัยรุ่น, โอ้ ใช่แล้ว
Teenage wasteland | ซากปรักหักพังของวัยเยาว์
They’re all wasted! | พวกเขาทั้งหมดล้วนสูญสลายและพังทลายไปหมดแล้ว!

บทเพลง Baba O’Riley จึงไม่ใช่เพียงแค่เพลงฮิตในยุค 70s แต่เป็นดั่งอนุสาวรีย์ทางสุนทรียศาสตร์ที่ยืนหยัดเหนือกาลเวลา ไม่ว่าคุณจะกดฟังเพลงนี้เพื่อเสพความล้ำสมัยของเสียงดนตรี เพื่อสัมผัสพลังงานอันพลุ่งพล่านของดนตรีร็อก หรือเพื่อค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลกที่วุ่นวาย เพลงนี้ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นมิตรแท้ที่พร้อมจะจับมือคุณวิ่งฝ่าดินแดนรกร้างแห่งนี้ไปด้วยกันเสมอ.

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole