Skip to content

The Day I Tried To Live: เมื่อ Soundgarden เปล่งเสียงแห่ง “ความหวัง” ในวันที่ชีวิตพังทลาย

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

หากจะเอ่ยถึงปี 1994 ในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีกรันจ์ (Grunge) อัลบั้ม Superunknown ของวง Soundgarden เปรียบเสมือนอนุสาวรีย์แห่งความมืดหม่นที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่ง และภายใต้ความหนักหน่วงของซาวด์ดนตรีที่ซับซ้อนนั้น มีเพลงหนึ่งที่มักจะก้องกังวานขึ้นมาในหัวของผู้ฟังเสมอในยามที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด เพลงนั้นคือ “The Day I Tried To Live” บทเพลงที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นจดหมายลาตาย แต่แท้จริงแล้ว มันคือเสียงตะโกนของการ “พยายาม” ครั้งสำคัญที่สุดของลูกผู้ชายที่ชื่อ คริส คอร์เนล (Chris Cornell)

ปฐมบทแห่งความเบื่อหน่ายและลูปชีวิตที่ซ้ำซาก

เคยไหมที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตมัน “วนลูป” ? ความรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ ที่กัดกินจิตใจ เมโลดี้ของเพลงนี้มักจะดังขึ้นในโสตประสาท ไม่ช่วงก่อนนอนก็ตอนตื่นนอน ราวกับเป็นซาวด์แทร็กประกอบชีวิตในช่วงที่จิตใต้สำนึกกำลังประท้วงความซ้ำซากจำเจ ดนตรีเปิดตัวด้วยจังหวะกึ่งขัดขืน กึ่งล่องลอย ที่สะท้อนอารมณ์ของความหมดหวังได้ดีเหลือเกิน ทว่าภายใต้ความหดหู่นั้น กลับมีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่ พลังงานที่พยายามจะฉุดรั้งเราขึ้นมาจากหลุมดำแห่งความเฉื่อยชา

เบื้องหลังความหมาย: ไม่ใช่การลาจาก แต่คือการ “เอาวะ! ลองดูอีกสักตั้ง”

มีเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับเพลงนี้มายาวนาน แฟนเพลงยุค 90s หลายคนตีความเนื้อหาที่ดูตัดพ้อและหม่นหมองว่าเป็นสัญญาณของการยอมแพ้ต่อโลก หรือแม้กระทั่งการคิดสั้น แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คริส คอร์เนล ผู้เป็นเจ้าของเสียงร้องและปลายปากกาเพลงนี้ เคยเปิดใจถึงเบื้องหลังแนวคิดของเพลงไว้อย่างน่าสนใจว่า มันคือเพลงที่ว่าด้วย “ความหวัง” ในแบบฉบับของเขาเอง

เนื้อหาหลักของเพลงไม่ได้พูดถึงการจบชีวิต แต่พูดถึงเช้าวันหนึ่งที่เราตื่นขึ้นมาแล้วตัดสินใจที่จะเปิดใจรับโลกภายนอกอีกครั้ง เป็นความพยายามที่จะสลัดคราบของคนเก็บตัว (Recluse) ที่มักจะขลุกอยู่แต่ในบ้าน ให้ลองออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนปกติ ดูว่าคนอื่นเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร พยายามที่จะเข้าสังคม และทำตัวให้กลมกลืนดูบ้าง แม้ลึกๆ จะรู้ว่ามันยากและน่าอึดอัดใจเพียงใดก็ตาม

สถาปัตยกรรมดนตรีที่สะท้อนความขัดแย้งในใจ

ความอัจฉริยะของ Soundgarden ในเพลงนี้คือการใช้ดนตรีเล่าเรื่องราวคู่ขนานไปกับเนื้อร้อง หากสังเกตให้ดี ภาคดนตรีของ The Day I Tried To Live มีความ “สะดุด” และ “ไม่มั่นคง” อยู่ตลอดเวลา ด้วยการใช้ Time Signature (อัตราจังหวะ) ที่แปลกแปร่งอย่าง 15/8 ในท่อนเวิร์ส สลับกับ 4/4 ในท่อนปกติ

จังหวะที่ดูเหมือนจะเดินไม่ตรงนี้ เปรียบเสมือนก้าวเดินของคนที่กำลัง “พยายาม” จะใช้ชีวิตให้เป็นปกติ แต่ก็ยังเดินเซไปเซมา ล้มลุกคลุกคลาน มันคือเสียงดนตรีที่จำลองอาการของคนที่ต้องดีลกับตัวเอง ต่อสู้กับความคิดในหัวที่ตีกันวุ่นวายว่าจะ “สู้ต่อ” หรือจะ “ช่างแม่ง” แล้วกลับไปนอนคลุมโปงต่อดี แต่ท้ายที่สุด เสียงกลองที่หนักแน่นและเสียงกีตาร์ที่กรีดร้องในช่วงท้าย ก็ทำหน้าที่โน้มน้าวให้เราฮึดสู้ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แม้มันอาจจะเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายก็ตาม

บทสรุป: แด่วันที่เราพยายามมีชีวิต(ชีวา)

ท้ายที่สุดแล้ว The Day I Tried To Live คือบทบันทึกของความพยายามที่ซื่อสัตย์ที่สุด มันไม่ได้บอกว่าการพยายามมีชีวิตนั้นจะสวยหรูหรือประสบความสำเร็จเสมอไป เนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่บอกว่า “One more time around might do it” (ลองดูอีกสักรอบ มันอาจจะเวิร์คก็ได้) สะท้อนความเป็นมนุษย์ที่ถึงจะท้อถอย หมดหวังแค่ไหน แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ยังสั่งให้เราลุกขึ้นยืน

ดังนั้น หากช่วงนี้เมโลดี้เพลงนี้ดังก้องอยู่ในหัวคุณ ให้รู้ไว้เถอะว่า มันไม่ใช่เสียงเรียกแห่งความตาย แต่มันคือเสียงสะท้อนจากจิตวิญญาณที่กำลังบอกคุณว่า “อย่าเพิ่งยอมแพ้” โลกมันอาจจะห่วยแตกและน่าเบื่อ แต่การได้ลองพยายามมีชีวิตชีวาดูอีกสักครั้ง อย่างน้อยที่สุด เราก็ได้รู้ว่าเราได้พยายามแล้ว… ในแบบของเราเอง

แปลเพลง The Day I Tried To Live

I woke the same as any other day | ฉันตื่นขึ้นมาเหมือนเช้าวันไหน ๆ
Except a voice was in my head | แต่มีเสียงหนึ่งก้องอยู่ในหัว
It said, “Seize the day, pull the trigger | มันบอกว่า “ใช้ชีวิตซะ ลั่นไกไป
Drop the blade and watch the rolling heads” | ปล่อยคมมีดลง แล้วดูหัวกลิ้งหลุดไป”

The day I tried to live | วันที่ฉันลองจะมีชีวิต
I stole a thousand beggar’s change | ฉันขโมยเหรียญจากขอทานนับพัน
And gave it to the rich | แล้วส่งมันให้เศรษฐีแทน

The day I tried to win | วันที่ฉันลองจะเป็นผู้ชนะ
I dangled from the power lines | ฉันห้อยตัวจากสายไฟแรงสูง
And let the martyrs stretch | แล้วปล่อยให้เหล่าวีรชนยืดร่างออกไป

Singing | ร้องว่า
One more time around | อีกครั้งแล้วอีกครั้ง
Might do it | อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้
One more time around | อีกครั้งแล้วอีกครั้ง
Might make it | อาจทำให้มันสำเร็จ
One more time around | อีกครั้งแล้วอีกครั้ง
Might do it | อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้
One more time around | อีกครั้งแล้วอีกครั้ง
The day I tried to live | วันที่ฉันลองจะมีชีวิต

Words you say never seem to live up to the ones inside your head | คำที่เธอพูด ไม่เคยสู้คำที่ดังก้องในใจ
The lives we make never seem to ever get us anywhere but dead | ชีวิตที่เราสร้าง ดูเหมือนจะพาเราไปสู่ที่ไหนไม่ได้นอกจากความตาย

The day I tried to live | วันที่ฉันลองจะมีชีวิต
I wallowed in the blood and mud with all the other pigs | ฉันคลุกอยู่ในเลือดและโคลนเคียงหมูตัวอื่น ๆ

Singing | ร้องว่า
One more time around | อีกครั้งแล้วอีกครั้ง
Might do it | อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้
One more time around | อีกครั้งแล้วอีกครั้ง
Might make it | อาจทำให้มันสำเร็จ
One more time around | อีกครั้งแล้วอีกครั้ง
Might do it | อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้
One more time around | อีกครั้งแล้วอีกครั้ง
The day I tried to live | วันที่ฉันลองจะมีชีวิต

Just like you | เหมือนกับเธอ
Just like you | เหมือนกับเธอ

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole