หากภาพยนตร์สยองขวัญในกระแสหลักของฮอลลีวูดมักนิยาม “ปีศาจ” ในฐานะสิ่งแปลกปลอมภายนอกที่บุกรุกเข้ามาทำลายความสงบสุขของครอบครัวชนชั้นกลาง ภาพยนตร์สัญชาติอิหร่าน-อังกฤษเรื่อง Under the Shadow (2016) โดยผู้กำกับบาบัก อันวารี (Babak Anvari) กลับเลือกที่จะเดินทางไปในทิศทางที่สวนทางและท้าทายขนบอย่างสิ้นเชิง อันวารีไม่ได้สร้างความสะพรึงกลัวขึ้นจากสุญญากาศ แต่เขาหยิบเอาซากปรักหักพังของประวัติศาสตร์อิหร่านปลายทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเป็นช่วงท้ายของสงครามแปดปีระหว่างอิหร่านกับอิรัก หรือที่รู้จักกันในนาม “สงครามเมืองหลวง” (War of the Cities) มาเป็นเตาหลอมความวิตกกังวล ความหวาดระแวง และความกดทับทางสังคม ให้กลายสภาพเป็นภูตผีที่มีชื่อทางคติชนวิทยาอิสลามว่า “ญิน” (Jinn) สำหรับผู้อ่านที่คุ้นเคยกับตำราวิจารณ์ภาพยนตร์สายสังคม-การเมือง หนังเรื่องนี้มิได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของบ้านผีสิง ทว่าเป็นบทบันทึกจิตวิเคราะห์ของสังคมที่ถูกตัดเฉือนเสรีภาพ จนเส้นแบ่งระหว่างภัยสงครามภายนอก รัฐอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ และความวิปลาสภายในจิตใจของหญิงสาวคนหนึ่งเลือนหายไปจนแทบจะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน

แก่นแกนความขัดแย้งของเรื่องราวทั้งหมดถูกเพาะบ่มขึ้นตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองอันทรงพลัง ชีเดห์ (รับบทโดย นาร์เกส ราชิดี) นั่งประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเพื่อร้องขอโอกาสกลับเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ ทว่าสิ่งที่เธอได้รับกลับมาไม่ใช่การประเมินผลการเรียน แต่เป็นคำปฏิเสธที่เย็นชาและเด็ดขาด อันเนื่องมาจากประวัติในอดีตของเธอที่เคยเข้าร่วมขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายในช่วงการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ฉากนี้สะท้อนชะตากรรมของปัญญาชนและคนรุ่นใหม่ชาวอิหร่านจำนวนมหาศาลที่ถูก “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม” กวาดล้างและปิดประตูสู่อนาคต ในขณะที่อีราจ สามีของเธอ ซึ่งยอมสยบยอมต่อระบบและก้มหน้าก้มตาเรียนจนจบ กลับได้รับใบประกอบวิชาชีพแพทย์ การสูญเสียตัวตนทางวิชาชีพของชีเดห์ไม่ได้สร้างเพียงแค่ความขุ่นเคืองในเชิงปัจเจกบุคคล แต่มันคือปมด้อยฝังลึกที่ทำให้เธอรู้สึกว่าคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนถูกริบไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงสถานะ “แม่” และ “ภรรยา” ที่สังคมปิตาธิปไตยกำหนดกรอบให้เธอต้องเป็นเท่านั้น

ความตึงเครียดในมิติจิตวิทยาถูกบีบคั้นขึ้นอีกระดับเมื่ออีราจต้องเดินทางไปรับใช้ชาติในแนวหน้า ทิ้งชีเดห์ให้อยู่ตามลำพังกับดอร์ซา ลูกสาววัยเยาว์ ภายในอพาร์ตเมนต์ในกรุงเตหะรานที่บรรยากาศภายนอกกำลังคุกรุ่นด้วยไซเรนเตือนภัยทางอากาศและเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องเป็นระยะ พื้นที่อพาร์ตเมนต์ที่ควรจะเป็นหลุมหลบภัยที่ปลอดภัยที่สุดของครอบครัว กลับกลายสภาพเป็นคุกตะรางทางจิตวิทยา ชีเดห์พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาวิถีชีวิตแบบเสรีนิยมโลกวิสัย (Secularism) ที่กำลังจะสูญพันธุ์ เธอแอบออกกำลังกายตามม้วนวิดีโอเทปแอโรบิกของเจน ฟอนดาที่ต้องซ่อนไว้อย่างมิดชิด การครอบครองเครื่องเล่นวิดีโอและเทปบันทึกภาพจากฝั่งตะวันตกในยุคหลังการปฏิวัติถือเป็นความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง การเต้นแอโรบิกของชีเดห์หลังม่านที่ปิดสนิทจึงไม่ใช่แค่การรักษารูปร่าง แต่คือพิธีกรรมเชิงขัดขืนเพื่อยืนยันว่าร่างกายนี้ยังคงเป็นของเธอ ไม่ใช่ของพระผู้เป็นเจ้าหรือของรัฐบาลศาสนา

ทว่าจุดเปลี่ยนทางกายภาพและจิตวิทยาที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อขีปนาวุธของอิรักพุ่งทะลุหลังคาอพาร์ตเมนต์ลงมาปักนิ่งอยู่กลางห้องชั้นบน แม้หัวรบจะไม่ทำงานและไม่เกิดการระเบิด แต่แรงกระแทกได้ฉีกกระชากเพดานห้องของชีเดห์จนเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ ขีปนาวุธที่ยังไม่ระเบิดนี้คือสัญญะทางเพศและอำนาจแบบฟรอยเดียนที่โจ่งแจ้งและทรงพลังอย่างยิ่ง มันคือสัญลักษณ์ของการรุกรานทางทหารแบบชายเป็นใหญ่ที่เจาะทะลุเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว และรอยแตกบนเพดานนั้นก็คือการพังทลายของกลไกป้องกันทางจิต (Psychological Defense Mechanisms) ของชีเดห์ ที่เปิดทางให้ “ญิน” หรือความกลัวในรูปของสิ่งเหนือธรรมชาติแทรกซึมเข้ามาสิงสู่ในจิตสำนึก

ตามคติความเชื่อของชาวมุสลิมและชาวเปอร์เซียโบราณ ญินคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นจาก “เปลวไฟที่ไร้ควัน” สามารถเดินทางไปกับสายลม สัญญะของสายลมในภาพยนตร์จึงทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของความแปรปรวน ความไร้เสถียรภาพ และความหวาดกลัวที่พร้อมจะพัดพาเอาสติสัมปชัญญะของมนุษย์ให้ลอยหายไป เสียงหวีดหวิวของลมที่แทรกผ่านรอยแตกบนเพดานและรอยเทปกาวที่ชีเดห์ติดไว้บนกระจกหน้าต่างเพื่อกันสะเก็ดระเบิด เป็นเสมือนเสียงดนตรีประกอบแห่งความวิปริต ญินในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มาเพื่อกระชากวิญญาณแบบปีศาจตะวันตก แต่ใช้วิธีการยึดครองสิ่งของอันเป็นตัวแทนของความผูกพันทางจิตใจ เช่น ตุ๊กตาคิมิยาของดอร์ซา และหนังสือเรียนแพทย์เล่มสุดท้ายที่แม่ผู้ล่วงลับมอบให้แก่ชีเดห์ การพรากสิ่งของเหล่านี้ไปคือการทำลายสะพานเชื่อมโยงระหว่างตัวตนในอดีตกับความหวังในอนาคต ทำให้ทั้งแม่และลูกค่อยๆ จมดิ่งลงสู่อาการหวาดระแวงขั้นวิกฤต

เมื่อพิจารณาผ่านบทวิเคราะห์และสายตาของผู้ชมชาวอิหร่านที่เติบโตมาในยุคนั้น รูปลักษณ์ของญินที่อันวารีเลือกใช้นั้นทรงพลังและเสียดแทงใจอย่างถึงที่สุด ญินไม่ได้ปรากฏตัวเป็นอสูรกายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว หากแต่เป็น “ผ้าผืนมหึมาที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ” ซึ่งมีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับ “ชาดอร์” (Chador) หรือผ้าคลุมศีรษะสีดำที่รัฐธรรมนูญอิสลามบังคับให้สตรีทุกคนต้องสวมใส่ในที่สาธารณะ สำหรับผู้หญิงอิหร่านยุคปฏิวัติ ชาดอร์ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องแต่งกายทางศาสนา แต่คือร่างจำแลงของกฎหมาย รัฐบาลศีลธรรม และการลิดรอนอิสรภาพทางกายภาพ เมื่อญินแปรสภาพเป็นผืนผ้าสีดำที่ไล่ล่าชีเดห์และดอร์ซาในความมืด มันจึงเป็นการผสานรวมกันระหว่างปีศาจในคัมภีร์ทางศาสนากับอำนาจเผด็จการปิตาธิปไตยที่คอยไล่ต้อนและกดทับผู้หญิงให้ตกอยู่ใต้เงามืดอย่างแท้จริง

ฉากที่ตลกร้ายและสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่สุดของภาพยนตร์ คือช่วงเวลาที่ชีเดห์ถูกญินคุกคามจนสติแตก เธอตัดสินใจอุ้มลูกสาววิ่งหนีเตลิดออกจากตัวอาคารสู่ท้องถนนในกรุงเตหะรานเพื่อเอาชีวิตรอด แต่สิ่งที่เธอเผชิญภายนอกไม่ใช่ความช่วยเหลือ ทว่าเป็นการถูกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (Komiteh) จับกุมในทันที เพียงเพราะเธอ “ไม่ได้สวมผ้าคลุมศีรษะ” ออกมาจากบ้าน ในห้องขัง ชีเดห์ต้องเผชิญหน้ากับผู้พิพากษาหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ตวาดใส่เธอว่า ความไร้ศีลธรรมและการไม่สวมฮิญาบของเธอนั้นเป็นสิ่งที่น่าละอายและอันตรายยิ่งกว่าระเบิดที่กำลังตกลงมาจากฟากฟ้าเสียอีก บทลงโทษที่เธอเกือบจะได้รับคือการถูกเฆี่ยน ฉากนี้คือหัวใจสำคัญที่ตอกย้ำให้เห็นว่า สำหรับผู้หญิงในอิหร่านยุคนั้น โลกภายนอกไม่ได้ปลอดภัยไปกว่าบ้านที่ถูกผีสิงเลยแม้แต่น้อย ระหว่างปีศาจเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็นกับปีศาจในเครื่องแบบที่ถืออำนาจกฎหมาย ทั้งสองสิ่งต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือการควบคุม ริดรอน และพิพากษาร่างกายของสตรี
ในเชิงโครงสร้างครอบครัว สงครามและอำนาจนิยมได้กัดกร่อนสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกอย่างเลือดเย็น ดอร์ซาซึ่งป่วยด้วยไข้สูงและมีอาการหวาดกลัว เริ่มแสดงพฤติกรรมต่อต้านและมองเห็นในสิ่งที่แม่ปฏิเสธจะเชื่อ ความไร้เดียงสาของเด็กถูกช่วงชิงไปด้วยความตายที่แวดล้อมรอบตัว ชีเดห์ซึ่งกำลังแบกรับภาวะซึมเศร้าและความพ่ายแพ้จากการถูกตัดขาดจากความฝัน เริ่มฉายภาพความคับแค้นใจใส่ลูกสาวของเธอเองในบางขณะ ภาพสะท้อนของความเป็นแม่ในเรื่องนี้จึงไม่ใช่ภาพอุดมคติอันอบอุ่น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เปราะบางและเต็มไปด้วยรอยร้าว ซึ่งถูกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยความเครียดจากภาวะสงคราม (PTSD) ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ฉากไคลแมกซ์ของภาพยนตร์ที่ชีเดห์ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของญินในห้องใต้ดิน เป็นภาพตัวแทนของการต่อสู้เพื่อกอบกู้ซากปรักหักพังแห่งจิตวิญญาณ เธอสามารถพาลูกสาวหนีขึ้นรถและขับออกจากกรุงเตหะรานได้สำเร็จ ทว่าอันวารีไม่ได้มอบตอนจบแบบสุขนาฏกรรม (Happy Ending) ให้แก่ผู้ชมอย่างมักง่าย ในช็อตสุดท้ายของเรื่อง กล้องเผยให้เห็นว่าส่วนหัวของตุ๊กตาคิมิยาที่ชีเดห์แอบเย็บซ่อมขึ้นมาใหม่ยังคงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เช่นเดียวกับหนังสือการแพทย์ของแม่เธอที่ยังคงจมอยู่ใต้ซากปรักหักพังในอพาร์ตเมนต์ สิ่งนี้คือการประกาศิตว่า แม้ร่างกายของพวกเธอจะหลบหนีออกจากพื้นที่สงครามได้ แต่เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณ ความทรงจำ และตัวตนของพวกเธอได้ถูก “ญิน” หรือความวิปริตของยุคสมัยกลืนกินไปตลอดกาล
Under the Shadow จึงก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงภาพยนตร์บันเทิงระทึกขวัญ และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์และจิตวิทยาร่วมสมัย มันสะท้อนเสียงคร่ำครวญของชาวอิหร่านที่ต้องตกอยู่ “ใต้ร่มเงา” ของสิ่งที่เหนือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นเงาของขีปนาวุธจากสงคราม เงาของอำนาจเผด็จการศาสนา หรือเงาของความล้มเหลวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เราตระหนักว่า สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ใช่สิ่งเร้นลับที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของคติชนวิทยา หากแต่เป็นความมืดบอดของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่สร้างระเบียบ กฎเกณฑ์ และสงครามขึ้นมา เพื่อพันธนาการชีวิตของผู้คนให้ต้องติดอยู่ในบ้านผีสิงที่ไม่มีทางออกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ


![[รีวิว] Six Feet Under : ซีรีส์ที่จะพาปลงกับชีวิต และการหาความหมายของการต้องมีชีวิตอยู่ (2001 - 2005) SixFeetUnder-Cover](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2024/09/SixFeetUnder-Cover.webp)
