วันนี้จะมาเมาท์มอยหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับ บงจุนโฮ (Bong Joon Ho) คนดีคนเดิมที่เคยทำ Parasite จนดังระเบิดระเบ้อไปทั่วโลกนั่นแหละ คราวนี้แกกลับมาพร้อมกับหนังไซไฟอวกาศชื่อ Mickey 17 นำแสดงโดยพ่อหนุ่มแวมไพร์ โรเบิร์ต แพททินสัน (Robert Pattinson) บอกเลยว่าเรื่องนี้…บันเทิงพิลึก!
คำเตือน: บล็อกนี้สปอยล์แหลกทะลุจักรวาลนะจ๊ะ ใครยังไม่ได้ดูแล้วกลัวเสียอรรถรส ข้ามไปก่อนได้เลย แต่ถ้าใครขี้เกียจดู หรือดูแล้วแต่อยากเมาท์ มุงเข้ามาทางนี้!
เรื่องย่อแบบกระชับ: เกิดมาเพื่อตาย (แล้วตายอีก!)
เรื่องมันมีอยู่ว่า นายมิกกี้พระเอกของเราเนี่ย เป็นพวก Loser สุดๆ ที่ดันหนีหนี้ไปสมัครงานเป็น “มนุษย์ใช้แล้วทิ้ง” (Expendable) ในภารกิจสำรวจดาวน้ำแข็งไกลโพ้นชื่อ นิฟล์เฮม (Niflheim) หน้าที่ของอีตามิกกี้ก็คือ… การเป็นหนูทดลองทำเรื่องเสี่ยงตายทุกอย่าง ตั้งแต่ซ่อมยานยันโดนสัตว์ประหลาดกิน!
แต่เดี๋ยวก่อน ความพีคคือ พอมิกกี้ตายปุ๊บ เขาก็จะถูก “ปรินต์” ร่างใหม่ขึ้นมา พร้อมกับอัปโหลดความทรงจำเดิมเข้าไป (นึกสภาพปรินต์เตอร์สามมิติปรินต์คนออกมาอ่ะ) คือตายปุ๊บ ฟื้นปั๊บ พร้อมลุย(ตาย)ต่อ วนลูปไปเรื่อยๆ จนมาถึงร่างที่ 17 นี่แหละ

และตรงนี้แหละที่หนังเริ่มโยนคำถามกวนๆ แต่จริงจังพอสมควรเข้ามาว่า ถ้าคนคนหนึ่งตายไป แล้วร่างใหม่ที่มีความทรงจำเหมือนเดิมทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมา คนที่เกิดใหม่นั้นยังถือว่าเป็น “คนเดิม” อยู่หรือเปล่า?
เพราะสำหรับคนอื่น มิกกี้อาจเป็นแค่หมายเลขที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ 1, 2, 3 จนถึง 17 แต่สำหรับตัวมิกกี้เอง ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองคือมิกกี้คนเดิมที่กำลังใช้ชีวิตต่อไป
หนังไม่ได้ถึงกับลงลึกทางปรัชญาจนต้องนั่งกุมขมับ แต่ไอเดียนี้ทำให้คำว่า “มนุษย์ใช้แล้วทิ้ง” ของเรื่องมันเจ็บแสบขึ้น เพราะสิ่งที่ระบบมองว่าเปลี่ยนใหม่ได้ง่ายๆ นั้น จริงๆ แล้วคือ “ชีวิต” ของคนคนหนึ่ง
ความวายป่วงบังเกิด เมื่อ “มิกกี้ 17” เจอ “มิกกี้ 18”
เรื่องมันเริ่มจะสนุกตรงที่ มิกกี้ 17 ดันรอดตายจากการโดนเอเลี่ยนหนอนยักษ์ (เรียกว่า Creepers) งาบไปกิน! แต่ปัญหาคือ ระหว่างที่แกหายไป อีศูนย์บัญชาการดันปรินต์ “มิกกี้ 18” ออกมาซะแล้ว! กฎเหล็กของยานนี้คือ ห้ามมีโคลน 2 ตัวอยู่พร้อมกันเด็ดขาด ไม่งั้นโดนจับไปโยนลงเตาเผาคู่แน่ๆ
ทีนี้ 17 กับ 18 ก็เลยต้องจับมือกัน (แบบงงๆ) แอบสลับเวรกันทำงาน เพื่อเอาชีวิตรอด ความฮามันอยู่ตรงที่ 2 ร่างนี้นิสัยต่างกันสุดขั้ว! 17 จะออกแนวซื่อๆ หงอๆ ส่วน 18 นี่คือตัวตึง ห้าวเป้ง พร้อมบวก! โรเบิร์ต แพททินสัน เล่นได้ฮาหน้าตายมาก แย่งซีนตัวเองสุดๆ

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกนิด มิกกี้ 18 ก็ไม่ได้เป็นแค่ “มิกกี้อีกคนที่นิสัยต่างกัน” เพราะมันเหมือนเป็นอีกด้านหนึ่งของตัวละครเดียวกันด้วย 17 คือมิกกี้ที่ยอมจำนนต่อระบบ ยอมทำตามคำสั่ง และพยายามเอาตัวรอดไปวันๆ ขณะที่ 18 กลับเป็นมิกกี้ที่กล้าต่อต้าน กล้าบวก และไม่ยอมให้ใครมาบอกว่าชีวิตของตัวเองมีค่าแค่ไหน
กลายเป็นว่าการมีมิกกี้สองคนอยู่พร้อมกัน จึงไม่ได้แค่สร้างสถานการณ์ตลกๆ แต่ยังทำให้เราเห็นว่า ถ้าทั้งสองคนมีความทรงจำเดียวกัน แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นคนละคน?
และยิ่งดูไปเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง 17 กับ 18 ก็กลับมีความเป็น “พี่น้อง” แบบประหลาดๆ มากกว่าจะเป็นแค่โคลนสองตัวที่ต้องหาทางกำจัดกันเอง
สังคมทุนนิยม กับ ผู้บริหารสุดเพี้ยน
ระหว่างที่มิกกี้ทั้งสองกำลังวุ่นวายกับการซ่อนตัว หนังก็แซะระบบทุนนิยมและการกดขี่แรงงานไปพลางๆ ผ่านตัวละคร “เคนเนธ มาร์แชล” (รับบทโดย มาร์ค รัฟฟาโล) ผู้นำจอมเผด็จการสุดเพี้ยนที่บ้าอำนาจและมองมิกกี้เป็นแค่เศษขยะ (มาร์คเล่นได้น่าหมั่นไส้มาก แบบการ์ตูนสุดๆ) แถมยังมีเมียสุดแสบ (โทนี่ คอลเล็ตต์) ที่บ้าจี้พอๆ กัน

จริงๆ ความโอเวอร์ของมาร์ค รัฟฟาโล นี่แหละที่เข้ากับหนัง เพราะ Mickey 17 ไม่ได้พยายามสร้างผู้ร้ายแบบน่ากลัวสมจริง แต่มันจงใจทำให้ทุกอย่างดูเกินจริงจนกลายเป็นการ์ตูนเสียดสี ตัวละครของมาร์แชลจึงเหมือนภาพล้อเลียนของผู้นำที่สร้างภาพตัวเองเป็นผู้กอบกู้มนุษยชาติ แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยความหลงตัวเอง ความกลัวเสียอำนาจ และการมองคนอื่นเป็นเพียงเครื่องมือ
ส่วนมิกกี้ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของแรงงานที่ “ใช้แล้วทิ้ง” เพราะต่อให้ตายกี่ครั้ง บริษัทก็สามารถกดปุ่มแล้วสร้างคนใหม่ขึ้นมาได้เรื่อยๆ
พูดง่ายๆ คือ ถ้าพนักงานทั่วไปลาออกแล้วหาคนใหม่มาแทนได้ ที่นี่มันไปไกลกว่านั้นอีกขั้น เพราะ ลาออกไม่ต้องรอ HR อนุมัติ ตายแล้วปริ้นต์คนใหม่มาแทนได้เลย!
แล้วใครกันแน่ที่เป็น “สัตว์ประหลาด”?
อีกประเด็นที่ผมชอบคือเรื่องของ Creepers เพราะตอนแรกหนังทำให้เรามองพวกมันเป็นสัตว์ประหลาดต่างดาวที่คอยไล่ล่ามนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ต้องกำจัดเพื่อเอาตัวรอด
แต่พอเรื่องเดินไปเรื่อยๆ เรากลับพบว่าความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

Creepers ไม่ได้ชั่วร้ายอย่างที่คิด พวกมันแค่ปกป้องอาณาเขตและลูกๆ ของตัวเอง ในขณะที่มนุษย์ต่างหากที่เดินทางข้ามจักรวาลมาถึงดาวของพวกมัน แล้วตั้งอาณานิคมโดยคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เป็นเจ้าของพื้นที่
ตรงนี้เป็นอะไรที่โคตรบงจุนโฮ เพราะหนังค่อยๆ กลับหัวมุมมองจาก “มนุษย์ผู้กล้าหาญออกไปพิชิตดาวใหม่” กลายเป็น มนุษย์ที่เข้าไปบุกรุกบ้านของคนอื่น แล้วเรียกเจ้าของบ้านว่าเป็นสัตว์ประหลาด
ดังนั้นพอถึงช่วงท้ายที่มิกกี้ 18 เลือกช่วยลูกๆ ของ Creepers มันจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากเสียสละเพื่อความซึ้งเท่านั้น แต่มันเป็นการที่ตัวละครซึ่งถูกมนุษย์ด้วยกันเองมองว่าเป็น “สิ่งมีชีวิตใช้แล้วทิ้ง” กลับเลือกปกป้องชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์คนอื่นมองว่าไร้ค่าเช่นเดียวกัน
สรุปจบแบบแฮปปี้ (จริงดิ?)
ตัดภาพมาตอนจบที่ทุกคนอยากรู้! สรุปแล้วมันจบยังไง?
หลังจากความวายป่วงขั้นสุด ที่ความลับแตกเรื่องมีมิกกี้สองคน แถมมิกกี้ 18 ดันระเบิดพลีชีพไปพร้อมกับตาลุงมาร์แชลเพื่อช่วยชีวิตลูกๆ ของพวก Creepers (เอเลี่ยนที่จริงๆ แล้วไม่ได้ดุร้ายเลย แค่หวงถิ่น)
เรื่องก็จบลงที่… มิกกี้ 17 รอดชีวิตจ้า! แถมยังได้ครองรักกับแฟนสาว “นาช่า” (นาโอมิ แอ็คกี้) ที่ได้ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของอาณานิคม ระบบ “มนุษย์ใช้แล้วทิ้ง” ถูกยกเลิก และมิกกี้ 17 ก็ได้เป็นคนกดปุ่มระเบิดเครื่องปรินต์เตอร์โคลนทิ้งด้วยมือตัวเอง!

ฉากนี้จริงๆ แล้วมีความหมายมากกว่าการ “ทำลายเครื่องจักร” เพราะตลอดทั้งเรื่อง เครื่องพิมพ์คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของมิกกี้ถูกลดทอนให้กลายเป็นของที่ผลิตใหม่ได้ตลอดเวลา ตายก็ไม่เป็นไร พังก็สร้างใหม่ เจ็บแค่ไหนก็เปลี่ยนร่างได้
ดังนั้นการที่มิกกี้เป็นคนกดปุ่มทำลายมันด้วยตัวเอง จึงเหมือนเป็นการประกาศว่า จากนี้ชีวิตของเขาไม่ใช่สิ่งที่ใครจะผลิตและทิ้งได้อีกแล้ว
เป็นการปิดวงจรของตัวละครที่ค่อนข้างสวยเลยทีเดียว จากมนุษย์ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี กลายมาเป็นคนที่ได้เลือกด้วยตัวเองว่า “ชีวิตนี้จะจบหรือจะเดินต่อไปอย่างไร”
เป็นไงล่ะ แฮปปี้เอนดิ้งก็จริง แต่บงจุนโฮก็ยังแอบทิ้งระเบิดเวลาเอาไว้ว่า มนุษย์เราจะอยู่ร่วมกับเอเลี่ยนพวกนี้ได้ตลอดรอดฝั่งจริงๆ เหรอ?
เพราะต่อให้ระบบ Expendable ถูกยกเลิกแล้ว คำถามเรื่องการอยู่ร่วมกับเจ้าของดาวตัวจริงก็ยังไม่ได้มีคำตอบแบบสมบูรณ์อยู่ดี
ความรู้สึกหลังดูจบ: สนุกแบบแปลกๆ แต่ก็เพลินดีนะ
เอาตรงๆ ถ้าระดับความ “ว้าว” คงเทียบ Parasite ไม่ได้หรอก (เรื่องนั้นมันขึ้นหิ้งไปแล้วอะเนาะ) แต่ถ้าพูดถึงเซ็ตติ้งหรือความรู้สึกตอนดู แอบได้กลิ่นอายคล้ายๆ Snowpiercer อยู่เหมือนกัน ทั้งเรื่องการดิ้นรนเอาชีวิตรอดในพื้นที่จำกัด สภาพอากาศข้างนอกที่หนาวเหน็บจนอยู่ไม่ได้ และการแอบจิกกัดเรื่องชนชั้นตามสไตล์ผู้กำกับบงจุนโฮ ที่คนชั้นล่าง (อย่างมิกกี้) ต้องรับเคราะห์แทนพวกคนรวย
แต่ถ้าจะเทียบกับ Snowpiercer จริงๆ Mickey 17 มีความเป็นหนังตลกร้ายและความ absurd มากกว่าเยอะ หนังไม่ได้พยายามกดดันเราตลอดเวลา แต่ชอบโยนสถานการณ์ประหลาดๆ เข้ามาให้ขำก่อน แล้วค่อยแอบสอดไส้ประเด็นเรื่องชนชั้น แรงงาน อัตลักษณ์ และการล่าอาณานิคมเข้ามาทีหลัง
รวมๆ แล้ว Mickey 17 มันออกแนวหนังไซไฟตลกร้ายที่ดูเอาบันเทิงมากกว่า มีจุดที่แอบงงๆ ยืดๆ บ้าง แล้ว CG บางฉากก็ดูหลอยๆ ไปนิดนึง ไม่ได้เนี้ยบกริบแบบที่แอบคาดหวังไว้

แต่เอาจริงๆ ความไม่เนี้ยบบางช่วงก็ไม่ได้ทำให้หนังเสียหายขนาดนั้น เพราะตัวหนังเองก็มีความประหลาดแบบหนังไซไฟเกรด B ที่ถูกเอางบก้อนใหญ่มาทำจนกลายเป็นหนังทุนสูงอยู่เหมือนกัน บางฉากจึงมีความหลุดๆ ลอยๆ แบบที่กลับเข้ากับบรรยากาศเพี้ยนๆ ของเรื่องอย่างน่าประหลาด
แต่… สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้รอด และทำให้อ่านจบแล้วอยากให้ลองไปดูคือ:
- การแสดงของ โรเบิร์ต แพททินสัน: เล่นเป็นคนบ้าได้เนียนมาก การรับบทแฝดคนละขั้วของแกคือเดอะแบกของเรื่องเลยจริงๆ ที่สำคัญคือการเล่นสองตัวละครที่มีหน้าตาเหมือนกัน แต่บุคลิกแตกต่างกันสุดขั้ว ทำให้มุกจำนวนมากเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพยายามยัดเยียด คนหนึ่งหงอ อีกคนพร้อมบวก แค่ยืนอยู่ด้วยกันก็ฮาแล้ว
- งานภาพและดนตรีประกอบ: สีสันในหนังมันดูหม่นๆ อึมครึม เข้ากับความสิ้นหวังของตัวละคร แถมดนตรีประกอบก็แปลกหูแปลกตา มีจังหวะวอลซ์ ดนตรีคลาสสิกโผล่มาขัดจังหวะความตึงเครียดตลอดเวลา ทำให้หนังมีอารมณ์เหมือนฝันประหลาดๆ ที่ไม่รู้ว่าจะพาเราไปเจออะไรต่อ
- มุกตลกร้าย: ใครชอบมุกเสียดสีสังคม หน้าตายๆ สไตล์ผู้กำกับบง น่าจะถูกใจไม่น้อย เพราะหนังสามารถเล่าเรื่องที่จริงๆ แล้วค่อนข้างมืดมน ทั้งการเอาชีวิตคนมาเป็นสินค้า การกดขี่แรงงาน หรือการล่าอาณานิคมของมนุษย์ แต่กลับเล่าออกมาในจังหวะที่ชวนให้ขำได้หน้าตาเฉย
- ไอเดียเรื่องตัวตน: ถึงหนังจะไม่ได้ขุดประเด็นนี้จนสุดทาง แต่คอนเซปต์การที่คนคนหนึ่งสามารถตายแล้วถูกสร้างขึ้นใหม่พร้อมความทรงจำเดิมได้ ก็เป็นไอเดียที่ชวนคิดไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมิกกี้ 17 กับ 18 ต้องมาอยู่ด้วยกัน หนังเลยมีคำถามสนุกๆ ว่า “ถ้าความทรงจำเหมือนกันทุกอย่าง แล้วอะไรทำให้เรายังเป็นเรา?”
- Creepers และการกลับด้านของ “มนุษย์ผู้รุกราน”: จากที่คิดว่าจะได้ดูหนังเอเลี่ยนไล่กินคน กลายเป็นว่าหนังพาเราไปตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วใครกันแน่ที่เป็นสัตว์ประหลาด? มนุษย์ที่บุกไปตั้งอาณานิคมบนดาวของสิ่งมีชีวิตอื่น หรือสิ่งมีชีวิตที่พยายามปกป้องบ้านของตัวเองกันแน่?

สรุปคือ Mickey 17 เป็นหนังที่ดูเพลิน ฮาแบบพิลึกๆ ได้เห็นโรเบิร์ต แพททินสันตายซ้ำตายซากแบบน่าสงสารปนขำ ใครอยากหาหนังไซไฟไอเดียแปลกๆ ดูช่วงสุดสัปดาห์ ก็จัดไปอย่าให้เสีย!
มันอาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของบงจุนโฮ และอาจไม่ได้ทิ้งแรงกระแทกแบบ Parasite แต่ก็เป็นหนังที่เอาความวายป่วง ความตลกร้าย และความเพี้ยนมาห่อประเด็นเรื่องชนชั้น แรงงาน ตัวตน และการอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นได้อย่างน่าสนใจ
พูดง่ายๆ คือ ตายวนไปให้สุดติ่ง แล้วค่อยกลับมาถามว่า…ถ้าตายแล้วเกิดใหม่ได้ เราจะยังเป็นเราอยู่หรือเปล่า?
ซึ่งสำหรับหนังที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้โรเบิร์ต แพททินสันตายซ้ำๆ แบบฮาๆ แค่นี้ก็ถือว่าซ่อนอะไรไว้ให้คิดมากกว่าที่หน้าหนังมันบอกไว้เยอะเหมือนกัน

อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ



![[รีวิว] Across the Universe : “รักนี้…คือทุกสิ่ง” (2007) | มิวสิคัลที่ใช้เพลง The Beatles ปั้นโลกทั้งใบให้เป็นบทกวีของรัก ปฏิวัติ และความเป็นมนุษย์ AcrossTheUniverse-cover](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2025/11/AcrossTheUniverse-cover.webp)