หากจะพูดถึงวงดนตรีร็อกที่มีกลิ่นอายฟังก์ผสมผสานอย่างลงตัวจนเป็นเอกลักษณ์ คงไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของ Red Hot Chili Peppers (RHCP) ได้ แต่ภายใต้ภาพจำของความสนุกสนาน บ้าคลั่ง และพลังงานที่ล้นเหลือบนเวที วงดนตรีวงนี้กลับซ่อนเรื่องราวความเจ็บปวดและการต่อสู้อันยาวนานไว้เบื้องหลังมากมาย หนึ่งในบทเพลงที่เป็นดั่งไดอารี่บันทึกความรู้สึกส่วนลึกที่สุดของ “แอนโทนี คีดิส” นักร้องนำ คือ “Soul to Squeeze” เพลงที่มีท่วงทำนองสวยงาม ล่องลอย แต่น่าแปลกใจที่มันเกือบจะไม่มีโอกาสได้เฉิดฉายในฐานะซิงเกิลหลักเสียด้วยซ้ำ

ความน่าสนใจของเพลงนี้เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการสร้างสรรค์ มันถูกบันทึกเสียงในช่วงเวลาที่วงกำลังทำอัลบั้มมาสเตอร์พีซอย่าง Blood Sugar Sex Magik ในปี 1991 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วงกำลังก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เพลงนี้กลับไม่ถูกเลือกให้อยู่ในอัลบั้มหลัก และถูกนำไปเป็นเพียง B-side ของซิงเกิลดังอย่าง “Give It Away” และ “Under the Bridge” เท่านั้น กว่าที่โลกจะได้สัมผัสความงดงามของมันอย่างเต็มรูปแบบ ก็ต้องรอจนถึงปี 1993 เมื่อเพลงนี้ถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Coneheads และนั่นแหละครับ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “Soul to Squeeze” กลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตที่แฟนๆ RHCP หลงรักมากที่สุดตลอดกาล
รอยแผลในใจและการหลบลี้หนีความจริง
เมื่อเราก้าวข้ามผ่านเมโลดี้ที่ฟังสบายและชวนให้โยกหัวตามเบาๆ ไปสู่เนื้อหาของเพลง เราจะพบกับความหนักหน่วงที่แอนโทนี่ คีดิสสื่อสารออกมา มันคือบทเพลงที่ว่าด้วยการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวกับปีศาจร้ายที่เรียกว่า “ยาเสพติด” และผลกระทบทางจิตใจจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

ย้อนกลับไปในช่วงปลายยุค 80s วง RHCP ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อฮิลเลล สโลวัค มือกีตาร์ผู้ก่อตั้งวงและเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของแอนโทนี่เสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดเกินขนาดในปี 1988 การจากไปของฮิลเลลสร้างบาดแผลฉกรรจ์ในใจของแอนโทนี่ เขาปฏิเสธที่จะไปร่วมงานศพ และเลือกที่จะหลีกหนีความเจ็บปวดนั้นด้วยการเดินทางไปยังหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ในประเทศเม็กซิโก เพื่อหาความสงบและพยายามทำความเข้าใจกับความสูญเสีย ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในเนื้อเพลงที่เราจะได้เห็นกัน
นอกจากนี้ เพลงนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวงจรของอาการเสพติดที่แอนโทนี่เองก็กำลังเผชิญอยู่ แม้เพื่อนสนิทจะจากไปเพราะยาเสพติด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาเลิกใช้มันได้ในทันที เขายังคงวนเวียนอยู่กับความรู้สึกผิด ความเหงา และพยายามตามหา “ความสงบในจิตใจ” (Peace of mind) ที่ดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลเหลือเกิน “Soul to Squeeze” จึงเปรียบเสมือนการสารภาพบาป การเปลือยความอ่อนแอ และการตั้งคำถามกับตัวเองท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของชีวิตที่กำลังพุ่งทะยานสู่ชื่อเสียง
ระหว่างความบ้าคลั่งและการเยียวยา
ความย้อนแย้งคือเสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดของเพลงนี้ ชื่อเพลง “Soul to Squeeze” (การบีบคั้นจิตวิญญาณ) ฟังดูเจ็บปวดและอึดอัด แต่ดนตรีกลับถูกเรียบเรียงออกมาในโทนที่นุ่มนวลและไพเราะราวกับจะปลอบประโลมผู้ฟัง ท่อนเปิดของเพลงที่ว่า “I got a bad disease, Out from my brain is where I bleed” (ฉันเป็นโรคร้าย เลือดมันไหลซึมออกมาจากสมอง) ไม่ได้หมายถึงโรคทางกาย แต่คือภาวะซึมเศร้าและความเจ็บป่วยทางจิตใจที่เป็นผลพวงจากการเสพติด
แอนโทนี่บรรยายถึงความรู้สึกที่เหมือนถูกขังอยู่ในวังวนของความบ้าคลั่ง (“Insanity it seems, Has got me by my soul to squeeze”) แม้เขาจะพยายามมอบความรักออกไป แต่สิ่งที่ตอบกลับมากลับมีแต่ความสูญเสีย (สะท้อนผ่านภาพ “dying trees”) เขาเห็นภาพนางฟ้าในความฝันกลายร่างเป็นปีศาจแห่งความโลภ ซึ่งอาจตีความได้ถึงการที่ชื่อเสียงและความสำเร็จในวงการบันเทิง (นางฟ้า) ได้กลายมาเป็นสิ่งที่บั่นทอนและทำลายตัวตนของเขา (ปีศาจ) หรือแม้กระทั่งยาเสพติดที่ตอนแรกให้ความสุขราวกับขึ้นสวรรค์ แต่สุดท้ายก็ฉุดรั้งเขาลงสู่ขุมนรก

ประโยคเด่นที่ซ้ำไปมาในท่อนฮุกคือ “Where I go, I just don’t know, I got to, got to, gotta take it slow” แสดงให้เห็นถึงภาวะหลงทิศทางในชีวิต เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สิ่งเดียวที่ทำได้คือการก้าวเดินไปอย่างช้าๆ ค่อยๆ ประคับประคองตัวเอง เพื่อรอคอยวันที่เขาจะค้นพบความสงบในใจอีกครั้ง และท่อนที่น่าจดจำที่สุดอีกท่อนคือการเอ่ยถึง “Mexico” ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานที่ที่เขาหนีไปพักพิงจิตใจหลังจากการตายของฮิลเลล
อีกจุดหนึ่งที่ทำให้แฟนๆ จดจำเพลงนี้ได้ดีคือ ท่อนบริดจ์ที่แอนโทนี่ใช้การร้องแบบ Scat singing (การร้องเปล่งเสียงเป็นคำที่ไม่มีความหมาย เช่น Doo-doo dingle zing a dong bone…) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเขา มันเหมือนกับการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นจนเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดที่มีความหมายได้
แปลเนื้อเพลง Soul to Squeeze
I got a bad disease | ฉันกำลังเผชิญกับโรคร้าย
Out from my brain is where I bleed | บาดแผลมันลึกจนเลือดไหลซึมออกมาจากสมอง
Insanity it seems | ดูราวกับความบ้าคลั่ง
Has got me by my soul to squeeze | มันกำลังบีบคั้นจิตวิญญาณของฉันจนแทบแหลกสลาย
With all the love from me | แม้ฉันจะทุ่มเทความรักไปมากแค่ไหน
With all the dyin’ trees, I scream | แต่ท่ามกลางต้นไม้ที่กำลังยืนต้นตายนี้ ฉันได้แต่กรีดร้อง
The angels in my dream, yeah | เหล่านางฟ้าในความฝันของฉัน
Had turned to demons of greed, that’s mean | กลับกลายร่างเป็นปีศาจร้ายแห่งความโลภ ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
Where I go, I just don’t know | หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ฉันเองก็ไม่อาจรู้
I got to, got to, gotta take it slow | สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ต้องค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ
When I find my peace of mind | และเมื่อใดที่ฉันค้นพบความสงบในจิตใจ
I’m gonna give you some of my good time | ฉันจะมอบช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นแบ่งปันให้กับคุณ
Today love smiled on me | วันนี้ความรักส่งยิ้มมาให้ฉัน
He took away my pain, said, “Please” | ช่วยปัดเป่าความเจ็บปวดไป พร้อมเอ่ยบอกว่า “ได้โปรดเถอะ”
“I’ll let your ride be free” | “ฉันจะปล่อยให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างอิสระ”
“You gotta let it be, oh, yeah” | “คุณแค่ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ”
Where I go, I just don’t know | หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ฉันเองก็ไม่อาจรู้
I got to, gotta, gotta take it slow | สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ต้องค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ
When I find my peace of mind | และเมื่อใดที่ฉันค้นพบความสงบในจิตใจ
I’m gonna give ya some of my good time | ฉันจะมอบช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นแบ่งปันให้กับคุณ
Yeah! | ใช่เลย!
Oh, so polite indeed | โอ้ มันช่างสุภาพนุ่มนวลเสียจริง
Well, I got everything I need | เอาล่ะ ตอนนี้ฉันมีทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว
I’ll make my days a breeze | ฉันจะทำให้แต่ละวันผ่านไปอย่างราบรื่นดั่งสายลม
And take away my self-destruction | และจะขจัดนิสัยที่คอยทำลายล้างตัวเองทิ้งไปเสียที
It’s bitter baby and it’s very sweet | ที่รัก รสชาติของมันทั้งขมขื่น แต่ในขณะเดียวกันก็หอมหวาน
Holy rollercoaster, but I’m on my feet | ชีวิตผาดโผนดั่งรถไฟเหาะตีลังกา แต่ฉันก็ยังยืนหยัดอยู่ได้
Take me to the river, let me on your shore | พาฉันไปที่แม่น้ำสายนั้นสิ ปล่อยให้ฉันได้พักพิงริมฝั่งของคุณ
I’ll be comin’ back maybe, I’ll be comin’ back for more | บางทีฉันอาจจะกลับมา ฉันอาจจะกลับมาเพื่อรับมันอีกครั้ง
Doo-doo dingle zing a dong bone | (เสียงร้อง Scat ปลดปล่อยอารมณ์ที่ไร้ความหมาย)
Ba-di ba-da ba-zumba crunga cong gone bad | (เสียงร้อง Scat ปลดปล่อยอารมณ์ที่ไร้ความหมาย)
I could not forget, but I will not endeavor | อดีตนั้นฉันไม่อาจลืมเลือน แต่ก็จะไม่ดันทุรังรื้อฟื้นมันอีก
Simple pleasures are much better but I won’t regret it never | ความสุขเรียบง่ายนั้นดีกว่ามาก และฉันจะไม่ยอมเสียใจกับอดีตอีกต่อไป
Where I go, I just don’t know | หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ฉันเองก็ไม่อาจรู้
I got to, got to, gotta take it slow | สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ต้องค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ
When I find my peace of mind | และเมื่อใดที่ฉันค้นพบความสงบในจิตใจ
I’m gonna give you some of my good time | ฉันจะมอบช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นแบ่งปันให้กับคุณ
Where I go, I just don’t know | หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ฉันเองก็ไม่อาจรู้
I might end up somewhere in Mexico | ปลายทางของฉันอาจจบลงที่มุมใดมุมหนึ่งในเม็กซิโก (สถานที่พักพิงใจในอดีต)
When I find my peace of mind | แต่เมื่อใดที่ฉันค้นพบความสงบในจิตใจ
I’m gonna keep ya for the end of time | ฉันจะเก็บรักษามัน(หรือคุณ) ไว้ตราบจนวาระสุดท้าย
บทสรุป: ความงดงามที่เกิดจากรอยร้าว
การฟังเพลง “Soul to Squeeze” ก็เหมือนกับการได้อ่านบันทึกหน้าหนึ่งของคนๆ หนึ่งที่พยายามจะก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดในชีวิต มันเป็นเพลงที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความเจ็บปวดและการดิ้นรนสามารถถูกแปรเปลี่ยนเป็นศิลปะที่งดงามและสัมผัสใจผู้คนได้ เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่ยืนยันว่า Red Hot Chili Peppers ไม่ได้มีดีแค่ความสนุกสนาน แต่พวกเขายังมี “จิตวิญญาณ” ที่ลึกซึ้งและพร้อมจะส่งต่อให้กับแฟน

อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ


![[รีวิว] Reply 1988 : 응답하라 1988 : วันวาน 1988 (2015) 01-Reply-Cov](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2023/08/1a064ba4-01-reply-cov.webp)
