Skip to content

อัลบั้ม The Mountain จาก Gorillaz | การเดินทางสู่ห้วงลึกสุดหยั่งถึงของการบอกลา

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

หากจะกล่าวว่าศิลปะที่งดงามที่สุดมักก่อกำเนิดขึ้นจากบาดแผลที่ลึกที่สุดในจิตใจก็คงไม่ผิดนัก สำหรับวงดนตรีเสมือนจริงระดับตำนานอย่าง Gorillaz อัลบั้มสตูดิโอชุดที่เก้าในปี 2026 ที่ใช้ชื่อว่า The Mountain ไม่ใช่เพียงแค่ผลงานเพลงป็อปทดลองที่ขับเคลื่อนด้วยวิชวลตระการตา แต่ทว่ามันคือจดหมายสั่งลา คือพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ และคือบทกวีแห่งความโศกเศร้าที่งดงามที่สุดเท่าที่ เดมอน อัลบาร์น (Damon Albarn) และ เจมี ฮิวเล็ตต์ (Jamie Hewlett) เคยรังสรรค์มา ผ่านคอลัมน์ “เล่าเรื่องเพลง” ในวันนี้ เราจะขอพาทุกท่านดำดิ่งลงไปสำรวจความหมายที่ซ่อนอยู่ ตำนานแห่งจักรวาลวง และเสียงสะท้อนแห่งความตายที่ถูกจำแลงมาในรูปแบบของเสียงดนตรีแบบเจาะลึกทุกมิติ

ปฐมบทแห่งการสลัดทิ้งความโศกเศร้าริมฝั่งน้ำคงคา

จุดกำเนิดของยอดเขาแห่งนี้ไม่ได้เริ่มต้นในห้องอัดเสียง แต่เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความสูญเสียอันแสนสาหัสในช่วงฤดูร้อนปี 2024 เมื่อทั้งเดมอนและเจมี สองผู้ให้กำเนิดวง ต้องสูญเสียบิดาอันเป็นที่รักไปในเวลาไล่เลี่ยกันเพียงสิบวัน ความบอบช้ำทางจิตใจในครั้งนั้นได้ผลักดันให้ทั้งสองออกเดินทางไกลสู่ประเทศอินเดีย เพื่อแสวงหาความสงบและคำตอบของการมีชีวิต ณ เมืองชัยปุระและริมฝั่งแม่น้ำคงคาในพาราณสี พวกเขาได้ใช้เวลาเพ่งมองพิธีกรรมการเผาศพที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเป็นนิรันดร์ ที่นั่นเองที่มุมมองต่อความตายของพวกเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความตายไม่ได้เป็นเพียงความมืดมิดหรือจุดจบอันน่าหวาดกลัว ทว่ามันคือส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติที่เปี่ยมไปด้วยความงดงามและการปลดปล่อย ปรัชญาแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญและคอนเซปต์หลักที่ห่อหุ้มอัลบั้ม The Mountain เอาไว้ทั้งชุด

ไตรภาคแห่งการหลุดพ้น: The Mountain, the Moon Cave and the Sad God

มหากาพย์แอนิเมชันเรื่อง The Mountain, the Moon Cave and the Sad God ซึ่งเป็นผลงานกำกับร่วมกันของ เจมี ฮิวเล็ตต์, Johnatan Djob Nkondo, Max Taylor และ Tim McCourt คือบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจในการนำเทคนิคการวาดมือและงานภาพแบบภาพยนตร์คลาสสิกปี 60s กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเน้นการใช้ฟิล์มสแกนจริงและการสร้าง Gate Weave เพื่อให้ได้ภาพที่มีอาการสั่นไหวและมีรอยฝุ่นแบบงานวินเทจ เรื่องราวเปิดตัวด้วยเด็กน้อยนูดเดิ้ลที่ออกสำรวจป่าก่อนจะเผชิญหน้ากับอสูรมังกร “วฤตรา” ที่กลายเป็นหินก่อนคืนชีพ เธอสไลด์ตัวลงจากหลังมังกรและทะยานลงสู่ผืนน้ำ เมื่อโผล่พ้นผิวน้ำเธอก็เติบโตเป็นสาวเต็มตัว ก่อนจะขโมยเสื้อผ้าจากนักเป่าขลุ่ยและออกตามหาสหายร่วมวง ทั้ง 2-D, Murdoc และ Russel เพื่อเดินทางสู่ภูเขาด้วยกัน ภาพการเดินทางอันเงียบสงบนำพาพวกเขาไปสู่ถ้ำพระจันทร์ที่รายล้อมด้วยวิญญาณแร็ปเปอร์ผู้ล่วงลับบนผนังถ้ำ เมื่อเรือพาคณะเดินทางมาถึงกลางทะเลสาบ บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ นูดเดิ้ลตัดสินใจทิ้งตัวดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของน้ำตามด้วย 2-D และ Russel ส่วนเมอร์ด็อกที่ลังเลจนเกือบวินาทีสุดท้ายก็สะดุดตกลงไปเพราะความตกใจจากรอยยิ้มของคนพายเรือ “ตารเกศวร” การค่อยๆ จมลงสู่ความมืดมิดนั้นไม่ใช่ความตายที่น่าสะพรึงกลัว แต่เป็นการปล่อยวางและการยอมจำนนต่อวัฏจักรธรรมชาติอย่างแท้จริง ก่อนที่ภาพจะตัดสลับสู่โลกจากอวกาศในยามรุ่งอรุณอันเปรียบเสมือนการตื่นรู้ครั้งใหม่

บทสรุปความหมายทุกบทเพลงในการเดินทางสู่ The Mountain

  1. The Mountain
    เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่ไขปริศนาภาพรวมของอัลบั้มตามคำบอกเล่าของเจมี ฮิวเล็ตต์ โดยเป็นอุปมาอุปไมยของการเดินทางแห่งชีวิต การนำเสียงของเดนนิส ฮอปเปอร์ จากเพลง Fire Coming Out of the Monkey’s Head ในปี 2004 มาใช้เปิดอัลบั้มถือเป็นการปูพรมเข้าสู่ธีมหลักเรื่องความสูญเสียได้อย่างสมบูรณ์แบบและทรงพลัง ซึ่งเดมอนส่งแทร็กนี้ให้เจมีฟังเป็นเพลงแรกหลังจากกลับจากอินเดียและมันก็ทำให้ภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดกระจ่างชัดขึ้นมาทันที
  2. The Moon Cave
    พื้นที่หลบภัยทางอารมณ์ที่เดมอนใช้ซ่อนความรู้สึกและทบทวนเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา โดยมีความพิเศษคือการนำเสียงร้องจากเพลง Float Tropics ที่ไม่เคยถูกปล่อยที่ไหนจากเซสชัน Plastic Beach มาชุบชีวิตเพื่อนรักอย่าง เดฟ โจลิคอร์ แห่ง De La Soul ให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้งในถ้ำแห่งความทรงจำแห่งนี้ เปรียบเสมือนการจมลงสู่ห้วงลึกเพื่อสำรวจบาดแผลที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเข้มแข็ง
  3. The Happy Dictator
    บทเพลงเสียดสีอันตลกร้ายที่เดมอนได้แรงบันดาลใจจากการเยือนเติร์กเมนิสถานร่วมกับลูกสาว สะท้อนภาพผู้นำที่พยายามสร้างความสุขจอมปลอมด้วยการแบนข่าวร้ายออกจากหน้าสื่อ ประโยคที่ถูกวนซ้ำราวกับโฆษณาชวนเชื่ออย่าง “Oh, what a happy land we live in” จึงกลายเป็นเครื่องมือวิพากษ์สังคมที่แสนเจ็บแสบและเยือกเย็น บ่งบอกถึงการกดขี่ที่แฝงมาในรูปแบบของความหวังดีจอมปลอม
  4. The Hardest Thing
    การเปลือยความอ่อนแอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการจากไปของ โทนี อัลเลน เพื่อนรักและครอบครัวที่เดมอนรักยิ่งในปี 2020 จังหวะกลองแอฟโรบีตอันเป็นเอกลักษณ์คือคำอำลาที่เปี่ยมด้วยความอาลัยอาวรณ์ โดยเดมอนย้ำว่าโทนีคือหนึ่งในคนที่เขารักที่สุดบนโลกใบนี้ การสูญเสียเขาไปเหมือนการเสียสมาชิกครอบครัวที่แท้จริงคนหนึ่งไปจากชีวิต
  1. Orange County
    การต่อยอดอารมณ์จากความเศร้าแห่งความตายสู่บาดแผลของการเลิกรา หลังจากเดมอนจบความสัมพันธ์ 25 ปีในปี 2023 เพลงนี้ถูกเรียบเรียงเป็นเพลงคู่ในช่วงครึ่งหลังเพื่อสะท้อนความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนรักที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นความแตกสลายในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนได้ เป็นการเล่าเรื่องราวของการแยกทางผ่านการสนทนาโต้ตอบระหว่างตัวละครในเพลงอย่างชัดเจน
  2. The God of Lying
    แทร็กโพสต์พังก์ที่ก้าวร้าวและเกรี้ยวกราดที่สุด ซึ่งถูกดันขึ้นมาแทนที่ The Moon Cave เพื่อเปิดตัวเป็นซิงเกิลที่สามหลังจากพรีเมียร์ผ่าน BBC Radio 1 เพลงนี้ทำหน้าที่เป็นเสียงตะโกนด่าทอวิพากษ์ลัทธิบูชาความลวงและการสร้างภาพลักษณ์จอมปลอมในโลกดิจิทัลที่หลงลืมความเป็นมนุษย์ โดยทิ้งร่องรอยไว้ผ่านทีเซอร์ปริศนาบนหน้าเว็บ Kong Studios ก่อนจะปล่อยหมัดฮุกใส่คนฟังอย่างจัง
  3. The Empty Dream Machine
    บทเพลงแห่งการเยียวยาที่รวบรวมพลังจาก จอห์นนี มาร์, แบล็ก ธ็อต และ อนุชกา ชังการ์ มาร่วมกันประกอบร่างวิญญาณที่แตกสลายให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เพลงนี้ชวนให้ผู้ฟังก้าวเดินออกจากเงามืดเพื่อแสวงหาทางจิตวิญญาณและเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาชีวิตให้กลับมามั่นคง เป็นเหมือนแสงสว่างปลายทางที่รอคอยทุกคนอยู่เสมอหลังจากผ่านพ้นพายุฝน
  1. The Manifesto
    ซิงเกิลที่สองที่ประกาศจุดยืนอันดุดันด้วยการนำเสียงร้องที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2001 ของ พรูฟ จากวง D12 กลับมาสาดไรม์ร่วมกับ Trueno เพลงนี้เปรียบเสมือนคำประกาศิตที่ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรคใดๆ โดยสร้างความฮือฮาจากการปล่อยทีเซอร์ปริศนาบน Kong Studios และนำเสียงจากเซสชันเพลงเก่าอย่าง ‘911’ มาปัดฝุ่นใหม่ให้กลับมามีพลังอีกครั้ง
  2. The Plastic Guru
    การตีแผ่เรื่องราวสุดเจ็บปวดของเดมอนและเจมีขณะแสวงบุญที่อินเดีย เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับกูรูที่แอบเสิร์ชหาข้อมูลเพื่อหวังเกาะกระแสชื่อเสียงออกทีวี เพลงนี้จึงเป็นการจิกกัดเหล่า “กูรูพลาสติก” ที่หิวโหยแสงสีมากกว่าจะมอบการรู้แจ้งที่แท้จริงให้แก่ผู้ที่กำลังเปราะบาง ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เจมีรู้สึกผิดหวังและตื่นจากมายาคติในทริปนั้น
  3. Delirium
    เสียงไซเรนที่ปลุกเร้าให้ทุกคนลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางวิกฤตความพินาศจากภายนอก ความโดดเด่นคือการนำเสียงร้องจากเซสชัน Glitter Freeze ในปี 2010 ของ มาร์ก อี. สมิธ กลับมาสร้างสภาวะความอลหม่านได้อย่างน่าขนลุก การที่วงหยิบเอาเสียงของตำนานผู้ล่วงลับมาใช้สื่อถึงภัยคุกคามและการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
  1. Damascus
    โอเอซิสแห่งการตื่นรู้ที่รวบรวมเดโมยุค Plastic Beach อย่าง Fresh Arrivals และ Sunday Monday มาปัดฝุ่นใหม่ให้แฟนคลับผู้ถือ Kong Card ได้ฟังก่อนใคร การผสานกลิ่นอายตะวันออกกลางจาก โอมาร์ ซูเลย์มาน และแร็ปจาก ยาสิน เบย์ ช่วยร้อยเรียงใจกลางอัลบั้มให้เป็นจุดพักก่อนก้าวข้ามความขัดแย้งในใจ เป็นการผสมผสานงานเก่าและใหม่ได้อย่างลงตัว
  2. The Shadowy Light
    บทเพลงที่ล่องลอยและลี้ลับจากการโคจรมาพบกันของ อาชา โบสเล และ กรัฟฟ์ รีส เพลงนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างในความมืดที่สอนให้เราโอบกอดความอ้างว้างเพื่อมองหาประกายแห่งความหวังที่แท้จริง เป็นการบรรจบกันของสองโลกดนตรีที่ส่งเสริมบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นอย่างดี โดยกรัฟฟ์ได้กลับมาร่วมงานกับวงอีกครั้งหลังจากเคยร่วมงานใน Superfast Jellyfish
  3. Casablanca
    ภาพยนตร์ขาวดำที่ฉายซ้ำถึงวันวานอันรุ่งโรจน์และความทรงจำที่แสนเศร้า โดยได้ Paul Simonon และ Johnny Marr มาร่วมบรรเลง เพลงนี้หยิบยืมชื่อภาพยนตร์อมตะจากปี 1942 และชื่อเมืองท่าในโมร็อกโกมาสร้างเป็นพื้นที่แห่งการยอมรับโชคชะตา เปรียบดั่งฉากจบที่สง่างามของเรื่องราวที่เราไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้
  4. The Sweet Prince
    บทกวีส่งท้ายที่อ่อนโยนเพื่อคารวะต่อ คีธ อัลบาร์น บิดาของเดมอนผู้จากไปในปี 2024 เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากปรัชญาอินเดียที่มองความตายเป็นเพียงก้าวหนึ่งสู่วัฏจักรแห่งชีวิตใหม่ การบรรเลงเครื่องดนตรีที่พลิ้วไหวดั่งสายลมทำหน้าที่ปลดเปลื้องพันธนาการแห่งความอาลัยอาวรณ์ และส่งมอบดวงวิญญาณของผู้เป็นที่รักไปสู่อิสรภาพอันเป็นนิรันดร์
  5. The Sad God
    บทสรุปสุดท้ายของอัลบั้มที่เลือกที่จะวนลูปกลับไปหาจุดเริ่มต้นด้วยการหยิบยืมลวดลายดนตรี (Motif) จากแทร็กเปิดตัวอย่าง The Mountain กลับมาบรรเลงซ้ำเพื่อขมวดปมเรื่องราวทั้งหมดให้สมบูรณ์ เพลงนี้ถ่ายทอดภาพของเทพเจ้าผู้เฝ้ามองโลกและมวลมนุษยชาติลงมาด้วยความรู้สึกผิดหวังต่อการกระทำของเรา ก่อนจะแปรเปลี่ยนความตายให้กลายเป็นเพียงการหลุดพ้นและการหวนคืนสู่วัฏจักรธรรมชาติที่ไร้กาลเวลา ถือเป็นฉากจบที่สง่างามและทิ้งคำถามทิ้งท้ายให้ผู้ฟังได้ครุ่นคิดท่ามกลางความเงียบงันหลังสิ้นสุดการเดินทางอันยาวนานครั้งนี้

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole