Skip to content

สารคดี The Rise of the Red Hot Chili Peppers: Our Brother, Hillel | ชายผู้เป็นหัวใจและกระดูกสันหลังของวง

เวลาที่ใช้อ่าน : 4 นาที

สาวก Red Hot Chili Peppers (RHCP) ผมเพิ่งดูสารคดี The Rise of the Red Hot Chili Peppers: Our Brother, Hillel ทาง Netflix จบไปหมาดๆ บอกเลยว่าดูจบแล้วอารมณ์มันค้างจนต้องรีบมาพ่นลงบล็อกให้ทุกคนฟัง!

บทความนี้ผมขอเล่าแบบจัดเต็ม เปิดเผยเนื้อหาเน้นๆ ใครที่อยากรู้ว่ามันเจ๋งยังไง อ่านโพสต์นี้จบรับรองว่าได้รสชาติครบถ้วนเหมือนไปนั่งดูเองแน่นอนครับ!

ลืมภาพวงร็อกสเตเดียมไปก่อน นี่คือเรื่องของ “แก๊งเด็กบ้า”

สิ่งแรกที่สารคดีโยนใส่หน้าเราคือ มันไม่ได้เล่าเรื่องความยิ่งใหญ่ระดับสเตเดียมทัวร์แบบยุค Californication หรือตอนได้รางวัลแกรมมี่เลยครับ แต่มันดึงเรากระชากกลับไปในยุค 80s ที่ลอสแอนเจลิส ยุคที่ แอนโทนี คีดิส (Anthony Kiedis), ฟลี (Flea) และ ฮิลเลล สโลวัก (Hillel Slovak) ยังเป็นแค่เด็กมัธยมปลายเลือดร้อนที่โรงเรียน Fairfax High

หนังทำให้เราเห็นภาพชัดมากว่า พวกเขาไม่ได้มารวมตัวกันเพราะอยากจะตั้งวงดนตรีล่าฝัน แต่เริ่มจากการเป็นแก๊งเด็กขบถที่ชอบงานศิลปะ ชอบทำตัวบ้าๆ บอๆ แกล้งคนอื่นไปวันๆ และที่สำคัญที่สุดคือ “พวกเขารักกันมาก” ฟุตเทจเก่าๆ ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นทำโชว์ตลกบ้าบอด้วยกัน มันทำให้เราอินสุดๆ ว่าสายใยความผูกพันของพวกเขามันแน่นแฟ้นระดับครอบครัวจริงๆ

ชายผู้ปั้น ฟลี และพรสวรรค์ความเป็นกวีของ แอนโทนี

เรารู้กันดีว่า ฟลี คือเทพเจ้าที่เดินสายสแลปเบสจนโลกตะลึง แต่สารคดีเรื่องนี้เล่าดีเทลที่ทำเอาผมอึ้งไปเลย คือจริงๆ แล้วตา ฟลี เนี่ย ตอนแรกแก ไม่ได้อินกับดนตรีร็อกเลยแม้แต่น้อย! หมอนี่โตมากับสายดนตรีแจ๊ส ภูมิใจกับการเป็นเด็กเป่าทรัมเป็ตสุดๆ ส่วนฉายา “ฟลี” (ตัวหมัด) ก็ได้มาเพราะตัวเล็กแถมชอบดีดกระโดดเหยงๆ ไปมาไม่อยู่นิ่ง

จุดเปลี่ยนชีวิตมันอยู่ตรงที่ ฮิลเลล ซึ่งตอนนั้นตั้งวงดนตรีร็อกสมัยมัธยมชื่อ “Anthym” เกิดอยากได้มือเบส เลยไปจับเอาเพื่อนซี้อย่าง ฟลี มาเล่นซะงั้น ทั้งๆ ที่ ฟลี ยังเล่นเบสไม่เป็นด้วยซ้ำ! ฮิลเลล นี่แหละที่เป็นคนจับเบสใส่มือ ปูเบสิกทั้งหมดให้เด็กแจ๊สคนนี้

แต่ความพีคมันอยู่ตรงที่ พอ ฟลี เริ่มตีบวกสกิลเบสจนเทพ แกดัน “ทิ้ง” ฮิลเลล กับวง Anthym ไปดื้อๆ เพื่อไปรับงานเป็นมือเบสให้วงฮาร์ดคอร์พังก์ชื่อดังในยุคนั้นอย่างวง Fear ซะงั้น! การหนีไปเล่นพังก์ของ ฟลี ทำให้ ฮิลเลล แอบงอนและเสียใจไม่น้อย เพราะเขารู้สึกว่าเคมีดนตรีระหว่างเขากับ ฟลี มันคือของแท้ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ในขณะเดียวกัน สารคดีก็พาเราไปดูเส้นทางของ แอนโทนี ว่าจากเด็กวัยรุ่นที่ไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ก้าวขึ้นมาเป็นฟร้อนท์แมนได้ยังไง สิ่งที่สารคดีเน้นให้เห็นคือ แอนโทนี มีเซนส์เรื่องการใช้คำและการแต่งบทกวีที่เฉียบคมและมีของมากๆ แม้เขาจะไม่ได้จับกีตาร์หรือตีกลอง แต่เขามีจังหวะดนตรีอยู่ในหัว ชอบเขียนกลอนดิบๆ ห้าวๆ สะท้อนชีวิตวัยรุ่นเอาไว้เพียบ การที่เขาได้มาขลุกอยู่กับแก๊งเพื่อนที่บ้าดนตรี มันเหมือนเป็นการบ่มเพาะให้ตัวหนังสือในกระดาษของเขาเริ่มมีกรูฟ (Groove) และพร้อมจะระเบิดออกมาเป็นเสียงร้องในเวลาต่อมา

กำเนิดซาวด์ “พังก์-ฟังก์” และการก่อร่างสร้าง RHCP

แล้วซาวด์ดนตรีแบบฉบับของวงมันเริ่มมาจากไหน? หนังชี้เป้าไปที่ ฮิลเลล เต็มๆ ครับ ฮิลเลลคือ “สถาปนิก” ผู้ออกแบบแนวทางดนตรีให้วง เขาคือคนที่เอาเทปวงฟังก์ตัวพ่ออย่าง Parliament-Funkadelic และ Defunkt มายัดเยียดให้ ฟลี ฟังจนล้างสมองเด็กแจ๊สได้สำเร็จ จากนั้นฮิลเลลก็เอาความเกรี้ยวกราดดุดันของกระแส LA Punk ในตอนนั้น มาผสมผสานกับกรูฟแบบฟังก์ และเติมจิตวิญญาณกีตาร์สไตล์ Jimi Hendrix เข้าไป… บูม! กลายเป็นซาวด์ “พังก์-ฟังก์” (Punk-Funk) ที่ไม่มีใครเหมือน

ย้อนกลับไปตอนที่วง Anthym ไปเล่นตามคลับ แอนโทนี ไม่ได้เล่นดนตรีกับเขานะครับ เขาทำหน้าที่เป็นแค่ “โฆษกประจำวง” คอยกระโดดโลดเต้นบิ๊วคนดูอยู่หน้าเวที แต่ก็ได้ ฮิลเลล นี่แหละที่คอยเชียร์และผลักดันให้ แอนโทนี เอาบทกวีที่ตัวเองเขียนไว้มาลองแร็ปตะโกนใส่ไมค์ให้เข้ากับจังหวะดนตรีดู

แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง! เมื่อ แกรี อัลเลน (Gary Allen) ศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์และแฟชั่นไอคอนชาวผิวดำใน LA ยุคนั้น (แถมเคยเป็นเชฟให้ Elton John ด้วย!) แกมองเห็นออร่าความเป็นฟร้อนท์แมนในตัว แอนโทนี และมองเห็นว่า ฮิลเลล คือ “แม่เหล็กดึงดูดความฟังก์” (Funk Magnet) แกรี เลยออกปากชวนให้ แอนโทนี ลองรวมแก๊งมาทำโชว์เปิดเวทีให้เขาดูสักหน่อย

แม้ตอนนั้น ฟลี จะไปเอาดีกับวง Fear แล้ว แต่เขาก็ยอมกลับมารวมตัวเฉพาะกิจกับเพื่อนเก่า แอนโทนี เลยจัดให้ ลาก ฟลี, ฮิลเลล และ แจ็ค ไอรอนส์ (Jack Irons) มาตั้งวง เล่นเพลงเดียวเอาฮา (เพลง “Out in L.A.”) พร้อมตั้งชื่อวงโคตรกาวว่า “Tony Flow and the Miraculously Majestic Masters of Mayhem” แต่ปรากฏว่าเคมีของบทกวีแร็ปโยกๆ จาก แอนโทนี บวกกับซาวด์พังก์-ฟังก์ พลังงานมันพุ่งทะลุปรอทจนคนดูคลั่ง! ทางคลับถึงกับขอให้กลับมาเล่นอีก และนั่นคือวินาทีที่พวกเขาตัดสินใจเอาจริง โดยได้ แกรี นี่แหละที่เป็นคนมีส่วนช่วยตั้งชื่อวงใหม่ให้ด้วย กลายมาเป็น Red Hot Chili Peppers จน ฟลี ตัดสินใจทิ้งวง Fear เพื่อมาลุยกับเพื่อนรักเต็มตัว!

การเอาคืนของ ฮิลเลล และยุคมืดช่วงอัลบั้มแรก

ความพีกมันอยู่ตรงนี้ครับ พอ RHCP กำลังมาแรงและดันฟลุ๊คได้เซ็นสัญญาทำอัลบั้มกับค่าย EMI ในปี 1984 จู่ๆ ฮิลเลล กับ แจ็ค ก็ขอถอนตัวดื้อๆ!

เหตุผลคือวง Anthym (ที่ตอนนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น What Is This?) ก็ดันได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่เหมือนกัน ฮิลเลล เลยตัดสินใจ “ทิ้ง” RHCP ไป เพราะมองว่าวงเก่าคือวงหลักที่ปลุกปั้นมานานและดูมีอนาคตกว่าการทำวงตลกๆ บ้าบอแบบ RHCP เรียกว่าเป็นการเอาคืนที่ตอนนั้น ฟลี หนีไปอยู่วง Fear ก็ว่าได้!

ลองนึกภาพตามนะครับ จู่ๆ วงก็เหลือแค่ แอนโทนี กับ ฟลี ยืนงงกันอยู่สองคน! ทั้งคู่เลยต้องรีบหานักดนตรีมาเสียบแทนแบบด่วนๆ เพื่ออัดอัลบั้มแรกให้เสร็จ โดยได้ แจ็ค เชอร์แมน (Jack Sherman – กีตาร์) และ คลิฟฟ์ มาร์ติเนซ (Cliff Martinez – กลอง) มาร่วมวง

สารคดีขยี้ช่วงนี้ได้มันส์มากครับ เพราะการเอา แจ็ค เชอร์แมน เข้ามา มันทำให้อัลบั้มแรก (The Red Hot Chili Peppers) กลายเป็นเหมือนฝันร้ายของวง เชอร์แมนเป็นนักดนตรีที่เก่งมากนะฮะ แต่วิถีชีวิตแกค่อนข้างเนิร์ดและเรียบร้อย ขัดกับแก๊งเด็กบ้าอย่าง แอนโทนี และ ฟลี แบบสุดขั้ว! เคมีส่วนตัวมันไม่ได้เลย แถมแนวดนตรีที่ออกมาก็ดูแข็งๆ ไม่มีความกวนโอ๊ยหรือความลื่นไหลแบบตอนที่ ฮิลเลล เล่น

แต่ฟุตเทจและบทสัมภาษณ์ช่วงนี้แหละที่ทำเอาขนลุก มันเล่าว่าระหว่างที่ ฮิลเลล ไปทำวงตัวเอง ใจเขาดันอยู่ที่ RHCP ตลอดเวลา! เขาแอบมาดู แอนโทนี กับ ฟลี เล่นสดบ่อยๆ แล้วรู้สึกหงุดหงิดที่ดนตรีของ What Is This? มันเพลย์เซฟเกินไป แรงดึงดูดของมิตรภาพ ความบ้าคลั่ง และอิสระในการได้ทดลองทำเพลงพังก์-ฟังก์กับแก๊งเพื่อนซี้ มันเรียกร้องให้เขาทนไม่ไหว

ในที่สุด ฮิลเลล ก็ยอมทิ้งเส้นทางที่ปลอดภัย โทรหา ฟลี แล้วบอกว่า “ฉันอยากกลับบ้าน” วงเลยจัดการเขี่ย แจ็ค เชอร์แมน ทิ้ง แล้วให้ ฮิลเลล หวนกลับมาทวงตำแหน่งมือกีตาร์คืนในอัลบั้มที่สอง (Freaky Styley) ซึ่งการกลับมาของเขานี่แหละ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ RHCP กลับมามีชีวิตและกลายเป็นวง RHCP อย่างแท้จริงอีกครั้ง

อัลบั้มที่ 3 ความสำเร็จทะลุปรอท และการกัดกินของปีศาจ

พอมาถึงจุดนี้ สารคดีพาเราก้าวเข้าสู่ช่วงทำอัลบั้มที่ 3 อย่าง The Uplift Mofo Party Plan (1987) ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่ทั้งพีกที่สุดและดาร์กที่สุดของวงไปพร้อมๆ กัน ความสำคัญของอัลบั้มนี้คือ มันเป็น ครั้งแรกและครั้งเดียว ที่สมาชิกก่อตั้งทั้ง 4 คน (แอนโทนี, ฟลี, ฮิลเลล และ แจ็ค ที่ยอมทิ้งวงเก่ากลับมาสมทบ) ได้อัดสตูดิโออัลบั้มด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ซาวด์ดนตรีมันเลยเดือดดาลสุดๆ ส่งให้อัลบั้มนี้เจาะเข้าชาร์ต Billboard 200 ได้เป็นครั้งแรกของวง

แต่เบื้องหลังความสำเร็จบนเวที ชีวิตหลังเวทีกลับกำลังพังทลาย สารคดีฉายภาพให้เห็นว่าช่วงที่ออกทัวร์คอนเสิร์ตอย่างหนักหน่วง ทั้ง ฮิลเลล และ แอนโทนี ต่างก็ถลำลึกเข้าไปในวังวนของ “เฮโรอีน” อย่างหนัก หนังเล่าบรรยากาศความตึงเครียดช่วงทัวร์ยุโรปได้อย่างน่าอึดอัด เราจะได้ยินเรื่องเล่าว่าอาการติดยาของ ฮิลเลล ทรุดหนักจนถึงขั้นควบคุมตัวเองไม่ได้ บางโชว์เขายืนเหม่อลอย เล่นกีตาร์ผิดๆ ถูกๆ จนวงเคยต้องไล่เขาออกชั่วคราวกลางทัวร์ (แล้วเอา แบล็คเบิร์ด แม็กไนต์ [Blackbird McKnight] มาเสียบแทนแป๊บเดียว ก่อนจะทนคิดถึงเพื่อนไม่ไหวต้องดึงตัวกลับมา)

ความสำเร็จจากอัลบั้มที่ 3 แลกมาด้วยสภาพร่างกายและจิตใจของวงที่บอบช้ำสุดขีด พอจบทัวร์ยุโรปที่แสนจะสูบพลัง ฮิลเลล กลับมาที่ลอสแอนเจลิสและแยกตัวออกห่างจากเพื่อนๆ ขังตัวเองอยู่ในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งนั่นคือสัญญาณเตือนภัยครั้งสุดท้ายที่ไม่มีใครหยุดมันไว้ได้ทัน

ไดอารี่ลับและฟุตเทจดิบเถื่อนที่หาดูยากโคตรๆ

ไฮไลต์ที่ทำเอาผมขนลุกซู่คือ การที่ผู้กำกับเอา สมุดบันทึกส่วนตัว (Journals) ของ ฮิลเลล มาเปิดเผยให้เราดูแบบเน้นๆ เราจะได้เห็นลายมือขยุกขยุย ภาพวาดแปลกๆ และความคิดที่อัดแน่นอยู่ข้างในหัวของเขา มันเต็มไปด้วยพลังงานความสร้างสรรค์สุดขีด และแฝงไปด้วยความสับสนวุ่นวายในช่วงท้ายของชีวิต

นอกจากนี้ยังมีฟุตเทจวิดีโอตอนวงไปเล่นสดตามคลับใต้ดินใน LA ยุคแรกๆ ภาพมันดิบ เถื่อน พลังงานล้นทะลักแบบที่ดูแล้วเหนื่อยแทนเลย คีดิส กับ ฟลี กระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้า โดยมีเสียงกีตาร์สับๆ สไตล์ฟังก์-พังก์ของ ฮิลเลล เป็นเหมือนกระดูกสันหลังคอยคุมจังหวะของวงไว้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนนั้นวงถึงกลายเป็นที่พูดถึงในวงการใต้ดินอย่างรวดเร็ว

ความในใจของ จอห์น ฟรุซิอานตี้ (ทัชใจสุดๆ)

ใครเป็นติ่ง จอห์น ฟรุซิอานตี้ (John Frusciante) บอกเลยว่ามีเซอร์ไพรส์ จอห์นมานั่งให้สัมภาษณ์แบบเปิดอกสุดๆ ถึงความรู้สึกตอนที่ต้องเข้ามารับไม้ต่อแทน ฮิลเลล ซึ่งเป็นทั้งฮีโร่และไอดอลของเขาเอง

จอห์นเล่าว่าช่วงแรกๆ เขากดดันหนักมาก เขาพยายามจะทำตัวบ้าคลั่ง โดดเด้งบนเวทีเพื่อแข่งกับพลังงานของ ฟลี หวังจะเติมเต็มช่องว่างที่ ฮิลเลล ทิ้งไว้ แต่สุดท้ายเขาก็ตระหนักได้ว่า “คุณไม่มีทางเป็น ฮิลเลล ได้” สิ่งที่จอห์นตกตะกอนได้คือการดึงเอา ‘จิตวิญญาณความสร้างสรรค์’ แบบที่ ฮิลเลล มี มาผสมกับตัวตนของเขาเอง ช็อตที่จอห์นพูดถึง ฮิลเลล ด้วยสายตาที่เคารพรักคือทัชใจมากๆ ครับ

ฉากจบที่บีบหัวใจ รอยร้าวของวง และการส่งไม้ต่อ

และแล้วสารคดีก็พาเรามาถึงปี 1988… ปีที่ ฮิลเลล จากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยการใช้ยาเกินขนาด ซีนที่กระแทกใจผมสุดๆ คือตอนที่ ฟลี ให้สัมภาษณ์ถึงวันที่เสีย ฮิลเลล ไป ฟลี ที่ปกติเราจะเห็นเขาร่าเริง บ้าพลัง กลับเปิดมุมที่เปราะบางที่สุดให้เราเห็น น้ำตาของเขาที่ไหลออกมาตอนพูดถึงเพื่อนรัก มันอธิบายทุกอย่างได้ดีกว่าคำพูดเป็นล้านคำ ส่วน แอนโทนี ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการตายของ ฮิลเลล คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาต้องหันกลับมามองชีวิตตัวเองและพยายามสู้กับปีศาจร้ายอย่างยาเสพติดอย่างจริงจังเสียที

นอกจากนี้ สารคดียังเล่าถึงผลกระทบที่ตามมาแบบโดมิโน่ เพราะไม่ใช่แค่ แอนโทนี กับ ฟลี ที่ใจสลาย แต่ แจ็ค ไอรอนส์ มือกลองเพื่อนรักอีกคนถึงกับรับความจริงไม่ได้ แจ็คโทษว่าวิถีชีวิตบ้าๆ บอๆ และการใช้ยาของวงนี่แหละที่พรากเพื่อนเขาไป เขาช็อกหนักจนถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาทางจิตเวชและขอลาออกจากวงไปเลยทันที วงที่เคยมุ่งมั่นจึงเหลือกันอยู่แค่ 2 คนอีกครั้ง

หลายคนอาจจะคิดว่าพอแจ็คออกแล้ว แชด สมิธ (Chad Smith) ก็เข้ามาเสียบแทนเลยใช่ไหม? ผิดครับ! ตอนนั้นวงไปดึงเอา ดี.เอช. เปลิโกร (D.H. Peligro – มือกลองวงพังก์ระดับตำนานอย่าง Dead Kennedys) มาขัดตาทัพก่อน ซึ่งตา เปลิโกร นี่แหละที่เป็นคนเชื่อมโยงและแนะนำให้วงรู้จักกับเด็กหนุ่มเนิร์ดกีตาร์ที่ชื่อ จอห์น ฟรุซิอานตี้! แต่เล่นด้วยกันได้ไม่นาน เปลิโกร ก็โดนไล่ออกเพราะปัญหายาเสพติดเหมือนกัน สุดท้ายวงถึงต้องไปเปิดออดิชันใหม่ และได้ แชด สมิธ มาร่วมวงแบบงงๆ

รู้หรือไม่? มีเกร็ดน่าสนใจแถมให้ครับ ถ้าใครไปดูเครดิตอัลบั้มชุดที่ 4 อย่าง Mother’s Milk (1989) อาจจะงงว่าทำไมถึงมีชื่อ ฮิลเลล ร่วมกับไลน์อัพใหม่อย่าง จอห์น และ แชด ได้? คำตอบคือวงได้เอาเพลง “Fire” (คัฟเวอร์เพลง Jimi Hendrix) ที่เคยอัดไว้ตั้งแต่ช่วงทำอัลบั้ม 3 (ซึ่งเล่นโดย ฮิลเลล และ แจ็ค) มารวมไว้ในอัลบั้มนี้ด้วยเพื่อเป็นการคารวะแด่ฮิลเลลครับ มันเลยกลายเป็นอัลบั้มที่ส่งไม้ต่อจากไลน์อัพยุคก่อตั้งสู่ไลน์อัพยุคคลาสสิก (แอนโทนี, ฟลี, จอห์น, แชด) อย่างแท้จริง!

สรุป: นี่คือจดหมายรักที่งดงามที่สุด

บทสรุปของสารคดีเรื่องนี้ ไม่ได้ทิ้งความเศร้าหมองไว้ให้เราครับ แต่มันทำให้เราเห็นว่า ฮิลเลล สโลวัก ยังคงมีชีวิตอยู่… อยู่ในทุกๆ จังหวะสแลปเบสของ ฟลี อยู่ในทุกๆ ท่อนแร็ปของ แอนโทนี และอยู่ในจิตวิญญาณของ จอห์น ฟรุซิอานตี้

The Rise of the Red Hot Chili Peppers: Our Brother, Hillel คือ “จดหมายรัก” ที่เพื่อนกลุ่มหนึ่งเขียนถึงเพื่อนอีกคนผู้ล่วงลับได้อย่างงดงามและจริงใจที่สุด ใครที่เป็นแฟน RHCP ต้องดูให้ได้ครับ ไปเปิด Netflix ดูกันเถอะครับ แล้วคุณจะรักผู้ชายที่ชื่อ ฮิลเลล สโลวัก และวงนี้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว!

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole