มีหนังและซีรีส์จำนวนมากที่พยายามเล่าเรื่อง “ความยุติธรรม” แต่มีไม่กี่เรื่องที่กล้าตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมนั้นอาจเป็นเพียงผลลัพธ์ของคนที่เล่าเรื่องได้เก่งที่สุด
“ทนายปีศาจ” คือความพยายามเช่นนั้น
หลังจาก ไก่ ณฐพล บุญประกอบ เคยสร้างปรากฏการณ์ไว้กับ “สงครามส่งด่วน” เมื่อปีก่อน จนกลายเป็นหนึ่งในงานที่มีทั้งจังหวะการเล่าเรื่อง ความสนุก ความร่วมสมัย และการวิจารณ์สังคมที่ลงตัว การมาถึงของ “ทนายปีศาจ” จึงมาพร้อมกับน้ำหนักของความคาดหวังมหาศาล
และอาจเพราะความคาดหวังนั้นเอง ทำให้หลังจากดูครบทั้ง 8 ตอนภายในเวลาเพียงสองวัน ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่ความอิ่มเอม แต่เป็นความเงียบ
เป็นความเงียบที่เกิดจากการรู้ว่าซีรีส์เรื่องนี้ “ดี” แต่ยังไม่สามารถพาตัวเองไปอยู่ในระดับเดียวกับ “สงครามส่งด่วน” ได้เลย สำหรับผม มันสนุกเพียงประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น

ความเห็นนี้อาจสวนทางกับกระแสในโซเชียล สวนทางกับการโปรโมต และสวนทางกับคะแนนรีวิวจำนวนมาก แต่ก็เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์ไปลดทอนความรู้สึกของคนอื่น เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครควรมาลดทอนความรู้สึกของผม
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ปัญหาของ “ทนายปีศาจ” ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพการผลิต
ในทางตรงกันข้าม งานโปรดักชันอยู่ในระดับที่สวยงามมาก การกำกับภาพมีความประณีต การจัดแสงจำนวนมากแฝงภาวะทางอารมณ์ไว้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย ดนตรีประกอบรู้หน้าที่ของตัวเอง การตัดต่อรักษาจังหวะการรับชมได้อย่างลื่นไหล และนักแสดงหลายคนสามารถประคองน้ำหนักของตัวละครให้อยู่ระหว่างความเป็นมนุษย์กับความเป็นสัญลักษณ์ได้อย่างน่าสนใจ
ปัญหากลับอยู่ในสิ่งที่หนังกำลังพูดถึง
เพราะเมื่อตั้งชื่อเรื่องด้วยคำว่า “ทนาย” คนดูจำนวนไม่น้อยย่อมคาดหวังสนามรบแห่งภาษา คาดหวังสงครามของตรรกะ คาดหวังคมมีดที่ซ่อนอยู่ในทุกคำถาม คาดหวังการเชือดเฉือนกันด้วยกฎหมายที่มองไม่เห็นในห้องพิจารณาคดี และโดยเฉพาะสำหรับคนที่ดูหนังหรือซีรีส์แนวศาลจากต่างประเทศมาพอสมควร ความคาดหวังเหล่านี้ยิ่งถูกยกระดับขึ้นไปอีก
สิ่งที่ “ทนายปีศาจ” มอบให้ กลับเป็นการใช้ศาลในฐานะพื้นที่ของดราม่ามากกว่าพื้นที่ของการต่อสู้ทางกฎหมาย แทนที่จะเน้นการเชือดเฉือนว่าความกัน ซีรีส์กลับเลือกที่จะขยายวงไปแตะประเด็นโครงสร้างสังคม อำนาจ และการแก้แค้นแทน หลายฉากในห้องพิจารณาคดีจึงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังชมบทสนทนาที่ทำหน้าที่ผลักอารมณ์ มากกว่าการต่อสู้ที่ผลักตรรกะ ข้อกฎหมายไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือน กลยุทธ์ของทนายไม่ได้ทำให้คนดูต้องร้องอ๋อ การหักเหลี่ยมที่ควรทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองกำลังแพ้ให้กับความฉลาดของตัวละคร กลับไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยอย่างที่หวัง

อีกหนึ่งแผลใหญ่ที่ทำให้พลังของเรื่องลดทอนลง คือการจัดการกับมิติของตัวเอกอย่าง “ทนายจิตตรี” ที่เปิดตัวมาได้อย่างทรงพลัง เขี้ยวลากดิน และเต็มไปด้วยออร่าของคนที่ล้มยาก ซีรีส์ปูทางมาอย่างน่าสนใจว่าเบื้องหลังความแข็งกร้าวนี้ คือความต้องการแก้แค้นตำรวจที่อุ้มหายพ่อของเธอ ทว่าเมื่อเรื่องดำเนินไปจนถึงจุดที่เธอได้รับรู้ “ความจริง” เบื้องหลังเหตุการณ์นั้น ตัวละครกลับถูกเขียนให้อ่อนแอและพังทลายลงอย่างขัดตา แม้จะเข้าใจได้ว่าซีรีส์ต้องการแสดงความเปราะบางของมนุษย์ แต่การให้ทนายตัวตึงที่พร้อมฟาดฟันกับทุกอำนาจ ยอมจำนนต่ออารมณ์และสูญเสียความเยือกเย็นในจุดที่ควรจะแกร่งที่สุด กลับทำให้เสน่ห์ของความเป็น “ทนายปีศาจ” หายไปโดยปริยาย มันทำลายภาพจำที่คนดูพร้อมจะฝากความหวังไว้จนหมดสิ้น
นอกจากปัญหาเรื่องบทบาทตัวละครแล้ว ตัวซีรีส์ยังมีจุดบกพร่องเรื่องความสมจริงในกระบวนการยุติธรรมที่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของเรื่องอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะประเด็นที่คนโดนจับในข้อหาอุกฉกรรจ์อย่างการ “ฆ่าคนตาย” เมื่อได้รับการประกันตัวออกมา กลับสามารถเดินเข้าออกศาลในฐานะ “ผู้ช่วยทนาย” ทั้งในคดีของคนอื่นและคดีของตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉย ซึ่งเมื่อมองในมุมของโลกความเป็นจริง แม้ตามหลักกฎหมายจะถือว่าผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสิน แต่ในทางปฏิบัติ มรรยาททนายความและระเบียบปฏิบัติอันเคร่งครัดของศาลไทย แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะอนุญาตให้ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมร้ายแรงที่อยู่ระหว่างประกันตัว มานั่งร่วมโต๊ะพิจารณาคดีเพื่อว่าความให้บุคคลอื่นได้ จุดนี้จึงกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำลายความสมจริงของการเป็นซีรีส์กฎหมายไปอย่างน่าเสียดาย

คำถามสำคัญคือ นี่เป็นข้อเสียของซีรีส์หรือไม่? ผมคิดว่าใช่ แต่ก็ใช่เพียงครึ่งเดียว
อีกครึ่งหนึ่งคือเราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยแทบไม่มีวัฒนธรรมการสร้าง Courtroom Drama ที่แข็งแรงพอจะสร้างความทรงจำร่วมในหมู่ผู้ชม
เราไม่มีประวัติศาสตร์การสร้างงานประเภทนี้ต่อเนื่องยาวนานแบบฮอลลีวูดหรือเกาหลี เราไม่มีคลังภาษาภาพยนตร์ของห้องพิจารณาคดีที่ผู้ชมคุ้นเคย เราแทบไม่มีต้นแบบให้ผู้สร้างรุ่นใหม่หยิบมาต่อยอด
ดังนั้น สิ่งที่ “ทนายปีศาจ” กำลังทำ อาจไม่ใช่การพยายามเป็นซีรีส์ศาลที่ดีที่สุด แต่มันกำลังทำหน้าที่เป็นคนแรก ๆ ที่เดินลงไปเหยียบพื้นดินผืนนี้ และบางครั้ง คุณค่าของผู้บุกเบิกก็ไม่ได้อยู่ที่การเดินได้ไกลที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้คนรุ่นหลังรู้ว่าเส้นทางนี้สามารถเดินได้จริง
ในอีกมิติหนึ่ง สิ่งที่ผมกลับชื่นชมมากกว่าคือการสร้างบรรยากาศของโลกที่ศีลธรรมไม่ได้แบ่งออกเป็นสีขาวกับสีดำ คำว่า “ปีศาจ” ในชื่อเรื่อง ไม่ได้หมายถึงตัวละครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายถึงด้านมืดที่แทรกตัวอยู่ในทุกสถาบัน อยู่ในกฎหมาย อยู่ในอำนาจ อยู่ในเงิน อยู่ในความทะเยอทะยาน และที่สำคัญที่สุด… อยู่ในมนุษย์ทุกคน

ท้ายที่สุด “ทนายปีศาจ” ไม่ใช่ซีรีส์ที่ทำให้ผมลุกขึ้นปรบมือ แม้มันจะพยายามโยนประเด็นใหญ่ๆ ใส่สังคม แต่เอาเข้าจริง เมื่อดูจบแล้ว ผมกลับไม่ได้รู้สึกอยากกลับไปดูซ้ำ หรือมีประเด็นอะไรให้ต้องเก็บไปขบคิดต่อมากนัก
ยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ “สงครามส่งด่วน” งานก่อนหน้าของผู้กำกับคนเดียวกัน ผมยิ่งรู้สึกว่านั่นคือผลงานที่มีพลังมหาศาลกว่า ทั้งในแง่การเล่าเรื่อง จังหวะการดำเนิน ความสดใหม่ และความสามารถในการดึงคนดูให้อยู่กับหน้าจอตั้งแต่นาทีแรกจนเครดิตสุดท้าย ถ้าเทียบความสนุกกันแบบหมัดต่อหมัด เรื่องนี้คงได้ประมาณ 50% ของสงครามส่งด่วนเท่านั้น
ส่วน “ทนายปีศาจ” เหมือนนักโต้วาทีที่ใช้คำพูดสวยงาม สุขุม และเฉียบคมเป็นช่วง ๆ แต่ยังขาดหมัดน็อกที่ทำให้ผู้ชมต้องจำไปอีกหลายปี
แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันคืองานที่ล้มเหลว ตรงกันข้าม มันถือเป็น “จุดเริ่มต้นที่ดี” ที่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นซีรีส์เกี่ยวกับศาลและกระบวนการยุติธรรมในรสชาติแบบไทย ๆ ออกมาให้ดูกันบ้าง มันคืองานที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน แม้จะยังไปไม่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เรารู้ว่าผู้กำกับคนนี้สามารถทำได้
บางที สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ “ทนายปีศาจ” อาจไม่ใช่สิ่งที่มันเป็นในตอนนี้ แต่อาจเป็นสิ่งที่มันกำลังบอกวงการซีรีส์ไทยว่า เรื่องราวในห้องพิจารณาคดี ยังมีพื้นที่อีกมหาศาลให้ถูกสำรวจ เพียงแต่ครั้งหน้า เราอาจไม่ได้ต้องการปีศาจที่เก่งขึ้น เราอาจแค่ต้องการทนายที่ทำให้คนดูเชื่อว่า คำถามเพียงประโยคเดียว สามารถฆ่าคนได้ทั้งเป็น

อยากจะเขียนอะไรก็เขียนอ่ะครับ แต่มีผู้ช่วยเขียนเป็น A.I. หากเขียนผิดหรือตกหล่นไปก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ

![[รีวิว] BEEF 2 : คนหัวร้อน 2 (2026) | สังเวยความเป็นมนุษย์ แลกตั๋วสู่ยอดพีระมิดทุนนิยม BEEF2-Cover](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2026/05/BEEF2-Cover.webp)
![[รีวิว] พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) : HUMAN RESOURCE (2026) | เมื่อชีวิตทั้งชีวิตถูกลดรูปให้เหลือเพียงช่องว่างในใบสมัครงาน Human_Resource_Cover](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2026/06/Human_Resource_Cover.webp)
![[รีวิว] Can This Love Be Translated? : ยากชะมัด รักภาษาอะไร (2026) | เมื่อภาษาหัวใจหลงทางในเขาวงกตแห่งบุคลิก CTLCBT-cover](https://mlkrw8gmc4ni.i.optimole.com/w:250/h:200/q:mauto/rt:fill/g:ce/ig:avif/https://www.kengji.co/wp-content/uploads/2026/01/CTLCBT-cover.webp)