Skip to content

[รีวิว] Parasite : ชนชั้นปรสิต (2019) | กายวิภาคของปรสิต สถาปัตยกรรมแห่งความสิ้นหวัง และกลศาสตร์ของชนชั้นที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์แห่งศตวรรษ

เวลาที่ใช้อ่าน : 2 นาที

หากจะกล่าวว่า Parasite (ชนชั้นปรสิต) คือหมุดหมายสำคัญที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง การที่ภาพยนตร์เกาหลีใต้เรื่องหนึ่งสามารถทลาย “กำแพงซับไตเติลสูงหนึ่งนิ้ว” และผงาดขึ้นคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) มาครองได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีของเวทีนี้ ไม่ได้เกิดจากความโชคดีหรือการเห่อของแปลกใหม่ ทว่ามันคือผลลัพธ์ของความสมบูรณ์แบบในระดับ “วิจิตรศิลป์” ที่ผู้กำกับ บงจุนโฮ (Bong Joon-ho) ได้สกัดเอาแก่นแท้ของระบบทุนนิยมระดับสากล มาบรรจุไว้ในพื้นที่สี่เหลี่ยมของจอภาพยนตร์ บทความนี้จะไม่ใช่การเล่าเรื่องย่อหรือวิจารณ์ตื้นลึกหนาบางตามขนบปกติ แต่เราจะมาผ่าตัดกายวิภาคของภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่องกล้องจุลทรรศน์ดูหยาดเหงื่อ กลิ่นอับ และสถาปัตยกรรมที่กักขังมนุษย์ไว้ในชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกหนี ซึ่งหากคุณได้อ่านจนจบ คุณจะพบว่าตัวเองโหยหาที่จะกลับไปกดเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้ง เพื่อมองดูมันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

ความอัจฉริยะอย่างร้ายกาจที่สุดของ Parasite ไม่ใช่บทสนทนาที่เชือดเฉือน แต่คือ “การจัดวางสถาปัตยกรรม” ที่ทำหน้าที่เป็นพระเอกและผู้ร้ายตัวจริงของเรื่อง บงจุนโฮเล่าเรื่องความเหลื่อมล้ำผ่าน “แรงโน้มถ่วง” และ “เส้นสาย” ในขณะที่คฤหาสน์ของตระกูลพัคตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา อาบไล้ด้วยแสงแดดที่ส่องผ่านกระจกบานยักษ์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นสัดส่วนเดียวกับจอภาพยนตร์ (Cinemascope) เพื่อให้ครอบครัวคนรวยได้นั่งชมธรรมชาติราวกับดูมหรสพ บ้านของตระกูลคิมกลับเป็นห้องกึ่งใต้ดินที่หน้าต่างบานเล็กเสมอพื้นถนน มองเห็นเพียงคนเมามายืนปัสสาวะรดกำแพง และแสงแดดที่สาดส่องลงมาเพียงวันละไม่กี่นาที ทิศทางของการเคลื่อนกล้องในเรื่องนี้จึงเป็นการกำหนดชะตากรรมอย่างแยบคาย ทุกครั้งที่ครอบครัวคิมก้าวเข้าสู่โลกของความมั่งคั่ง กล้องจะเคลื่อนที่ “ขึ้น” ตามขั้นบันได แต่เมื่อถึงจุดพลิกผันที่พวกเขาต้องหนีตายกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในคืนที่พายุโหมกระหน่ำ ภาพยนตร์บังคับให้เรามองพวกเขาเดิน “ลง” ลงไปเรื่อยๆ ผ่านอุโมงค์ ผ่านสายฝนที่ไหลบ่าจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ นัยยะของฝนในคืนนั้นคือความโหดร้ายที่บริสุทธิ์ที่สุดของธรรมชาติที่ถูกแปรสภาพโดยทุนนิยม สำหรับตระกูลพัค ฝนคือพรจากฟ้าที่ชะล้างฝุ่นควันให้ท้องฟ้าแจ่มใสในเช้าวันจัดปาร์ตี้ แต่สำหรับตระกูลคิมและผู้คนในสลัม ฝนคือภัยพิบัติระดับวันสิ้นโลกที่พัดพาเอาสิ่งปฏิกูลทะลักล้นจากชักโครกขึ้นมาทำลายชีวิตพวกเขาจนพินาศ น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ เช่นเดียวกับความทุกข์ทนในโครงสร้างสังคมนี้

หากสถาปัตยกรรมคือเส้นแบ่งที่มองเห็นได้ “กลิ่น” คือสัญญะที่ไร้รูปร่างแต่นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่แท้จริง คุณพัค (Mr. Park) มักจะพูดอยู่เสมอว่าเขาเกลียดการ “ล้ำเส้น” บงจุนโฮใช้กรอบหน้าต่าง ขอบโต๊ะ และเส้นสายในบ้านเพื่อขีดเส้นคั่นระหว่างชนชั้นนายจ้างและลูกจ้างอย่างชัดเจน ครอบครัวคิมสามารถแต่งตัวเลียนแบบคนรวย ดัดแปลงเอกสาร และใช้สติปัญญาแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่นั้นได้สำเร็จ แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาสลัดทิ้งไม่ได้คือ “กลิ่นหัวไชเท้าเก่าต้ม” หรือกลิ่นของสบู่ราคาถูกและห้องใต้ดินอับชื้น กลิ่นคือสิ่งเดียวที่ลอยข้าม “เส้นแบ่ง” ที่คุณพัคขีดไว้ได้ กลิ่นคือความจริงที่ปลอมแปลงไม่ได้ในระบบชนชั้น และจังหวะที่โหดร้ายที่สุดคือเมื่อกีแท็ก (ผู้เป็นพ่อ) ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะกระจกและได้ยินคุณพัคพูดถึงกลิ่นของเขา วินาทีนั้นความเป็นมนุษย์ของกีแท็กถูกปอกลอกออกจนหมดสิ้น เขาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นลูกจ้าง แต่ถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่น่ารังเกียจ ซึ่งนำไปสู่จุดเดือดในฉากปาร์ตี้วันเกิด

ภาพยนตร์หลอกล่อให้เราเชื่อว่านี่คือสงครามระหว่าง “คนรวย” และ “คนจน” แต่ความเจ็บปวดที่บาดลึกที่สุดที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คู่ควรกับมงกุฎออสการ์ คือการกระชากหน้ากากเปิดโปง “สงครามระหว่างคนจนด้วยกันเอง” เมื่อครอบครัวคิมค้นพบว่ามีสามีของแม่บ้านคนเก่าอาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยใต้ดินที่ลึกซึ้งลงไปกว่าเดิม แทนที่คนชายขอบสองครอบครัวนี้จะจับมือกันต่อสู้กับโครงสร้างเบื้องบน พวกเขากลับสู้กันเองอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งชิงเศษเนื้อที่ตกลงมาจากโต๊ะอาหารของคนรวย ฉากที่สองครอบครัวชนชั้นล่างต่อสู้กันอย่างนองเลือดในห้องนั่งเล่น ขณะที่ครอบครัวตระกูลพัคกำลังกลับมาเพื่อนอนหลับสบายอยู่ชั้นบน เป็นภาพสะท้อนที่ตลกร้ายและน่าสมเพชที่สุดของระบบทุนนิยมที่กดทับให้ผู้ถูกกดขี่ต้องเหยียบย่ำกันเองเพื่อเอาชีวิตรอด ชายที่อยู่ในห้องใต้ดินถึงขั้นบูชาคุณพัคราวกับพระเจ้า เขาส่งรหัสมอร์สผ่านหลอดไฟกะพริบเพื่อขอบคุณทุกวัน โดยหารู้ไม่ว่าพระเจ้าเบื้องบนไม่เคยแม้แต่จะรับรู้การมีอยู่ของเขา รหัสมอร์สที่ถูกส่งขึ้นไปจึงเป็นเพียงแสงกะพริบประดับสวนที่ว่างเปล่า

บทสรุปของ Parasite คือการตอกฝาโลงความหวังอย่างเลือดเย็นที่สุด หลังจากโศกนาฏกรรมนองเลือดในสวน กีแท็กผู้เป็นพ่อต้องกลายสภาพไปเป็นผีเฝ้าห้องใต้ดินคนใหม่แทนที่คนเดิมที่ตายไป วงจรของปรสิตไม่เคยถูกทำลาย เพียงแค่เปลี่ยนโฮสต์และผู้ฝังตัว ในฉากสุดท้าย กีอู (ลูกชาย) ได้เขียนจดหมายถึงพ่อ พร้อมกับบรรยายแผนการอันสวยหรูว่าเขาจะเรียนมหาวิทยาลัย หาเงินให้ได้มหาศาล และซื้อคฤหาสน์หลังนั้นเพื่อปล่อยให้พ่อเดินขึ้นมาจากห้องใต้ดิน ภาพยนตร์ฉายภาพให้เราเห็นความสำเร็จนั้น แสงแดดส่องสว่าง พ่อลูกสวมกอดกัน แต่แล้วบงจุนโฮก็กระชากเรากลับสู่ความเป็นจริง ด้วยการดึงกล้องกลับมาที่ใบหน้าอันสิ้นหวังของกีอูในห้องใต้ดินอันมืดมิดเช่นเดิม พร้อมกับหิมะที่โปรยปรายลงมา แผนการนั้นคือ “ความหวัง” ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ความหวังคือยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด “หินนักปราชญ์” หรือ หินซูซอก (Scholar’s Stone / 수석 / Suseok) ที่กีอูแบกไว้ตลอดเรื่อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและการเลื่อนชั้นทางสังคม ท้ายที่สุดมันก็เป็นเพียงก้อนหินโง่ๆ ที่ถูกนำมาใช้ทุบหัวเขาจนปางตาย

นี่คือเหตุผลที่ Parasite เป็นมากกว่าภาพยนตร์ แต่มันคือวรรณกรรมบนแผ่นฟิล์มที่ชำแหละความล้มเหลวของอารยธรรมมนุษย์ในยุคทุนนิยม มันไม่สั่งสอน ไม่ยัดเยียด แต่ปล่อยให้เราซึมซับความอึดอัดผ่านแสง เงา และการจัดวางพื้นที่ หากคุณเคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วเพื่อเสพเนื้อเรื่องและการหักมุม ก็ขอท้าให้คุณเปิดมันดูอีกครั้ง คราวนี้จงละทิ้งเนื้อเรื่องซะ แล้วจับตาดูเส้นตรงทุกเส้นในเฟรม สังเกตแสงแดดที่ทาบทับใบหน้าตัวละคร ฟังเสียงฝนที่แปรเปลี่ยนจากความโรแมนติกไปสู่มัจจุราช และสูดดม “กลิ่น” ที่มองไม่เห็นซึ่งแฝงอยู่ในทุกอณูของเรื่อง แล้วคุณจะพบว่า ปรสิตที่แท้จริง ไม่ใช่คนจนหรือคนรวย แต่มันคือระบบที่กลืนกินความเป็นมนุษย์ของเราทุกคนไปจนหมดสิ้น และมันยังคงฝังตัวอยู่รอบๆ ตัวเรา แม้กระทั่งในวินาทีที่คุณอ่านบทความนี้จบก็ตาม

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole