Skip to content

Mardy Bum : Arctic Monkeys | เพลงรักฉบับคนขี้งอนที่โลกไม่เคยลืม

เวลาที่ใช้อ่าน : 3 นาที

หากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ในเดือนมกราคม ปี 2006 โลกดนตรีฝั่งอังกฤษได้เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อเด็กหนุ่มสี่คนจากเชฟฟิลด์ ปล่อยอัลบั้มเดบิวต์ที่มีชื่อยาวเหยียดว่า “Whatever People Say I Am, That’s What I’m Not” ออกมา มันไม่ได้เป็นเพียงแค่อัลบั้มที่ทำยอดขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ ณ ขณะนั้น แต่มันคือบันทึกหน้าสำคัญของยุคสมัย Post-Punk Revival ที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด รวดเร็ว และดิบเถื่อน แต่ท่ามกลางเสียงกีตาร์ที่สาดซัดและความพลุ่งพล่านของวัยรุ่น กลับมีเพลงหนึ่งที่แทรกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบทว่าทรงพลัง เพลงที่ไม่ได้ถูกตัดเป็นซิงเกิลโปรโมทหลัก แต่กลับกลายเป็นเพลงที่แฟนเพลงรักที่สุดจวบจนปัจจุบัน เพลงนั้นคือ “Mardy Bum” บทกวีข้างถนนที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่นได้อย่างงดงามและสมจริงที่สุด

จากแสลงท้องถิ่นสู่ภาษาสากลแห่งความน้อยใจ

ความมหัศจรรย์ของ Alex Turner ในวัยหนุ่ม คือความสามารถในการหยิบจับคำศัพท์บ้านๆ ที่ไม่มีใครคิดจะเอามาใส่ในเพลงร็อก มาปรุงแต่งจนกลายเป็นงานศิลปะ คำว่า “Mardy” เป็นคำแสลงเฉพาะถิ่นของย่านมิดแลนด์และทางเหนือของอังกฤษ ซึ่งใช้เรียกอาการของคนที่ “ขี้งอน หงุดหงิด หรืออารมณ์บูด” โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เอาแต่ใจ แต่เมื่อ Alex นำมาผสมกับคำว่า “Bum” กลายเป็น “Mardy Bum” มันกลับให้ความรู้สึกของคำเรียกแฟนสาวขี้งอนที่เจือไปด้วยความเอ็นดูและความเหนื่อยใจไปพร้อมๆ กัน

ในขณะที่วงร็อกร่วมสมัยมักเขียนเพลงรักที่พรรณนาถึงความเจ็บปวดเจียนตาย หรือความรักที่หวานซึ้งดั่งเทพนิยาย Arctic Monkeys กลับเลือกที่จะเล่าความจริงแบบ “Kitchen Sink Realism” หรือความสมจริงแบบติดดิน สิ่งที่ Alex Turner นำเสนอไม่ใช่ฉากบอกเลิกกลางสายฝน แต่เป็นฉากการโต้เถียงกันในห้องนั่งเล่น เรื่องจุกจิกกวนใจ การหน้าบึ้งตึงใส่กันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง และการรำลึกถึงความหลังตอนที่ยัง “กอดกัน” อย่างมีความสุข รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้เองที่ทำให้เพลงนี้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้ฟังทั่วโลก เพราะทุกคนล้วนเคยมี “Mardy Bum” เป็นของตัวเอง หรือไม่เรานั่นแหละที่เคยเป็นคนคนนั้น

ท่วงทำนองแห่งวันอาทิตย์ที่แสนหน่วง

ในเชิงดนตรี เพลงนี้เปรียบเสมือนจุดพักหายใจของอัลบั้ม หากเพลงอย่าง I Bet You Look Good on the Dancefloor คือคืนวันศุกร์ที่บ้าคลั่ง Mardy Bum ก็คือบ่ายวันอาทิตย์ที่แสนเกียจคร้านและมึนงง เสียงกีตาร์ Fender Stratocaster ที่จงใจเล่นด้วยโทนเสียงคลีนใสกระจ่าง ปราศจากเสียงแตก Distortion ที่รุนแรง สอดประสานไปกับจังหวะกลองที่สับแบบ Shuffling สบายๆ ของ Matt Helders สร้างบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายแต่แฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์

ท่อนโซโล่ในช่วงกลางเพลงถือเป็นหนึ่งในท่อนจำที่ไพเราะที่สุดของวง มันไม่ได้โชว์เทคนิคแพรวพราว แต่เป็นเมโลดี้ที่ “ร้องตามได้” และให้ความรู้สึกเหมือนการถอนหายใจยาวๆ เพื่อระบายความอึดอัดจากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด ก่อนจะกลับมาง้องอนกันใหม่ เป็นความเรียบง่ายที่ผ่านการคิดมาอย่างละเมียดละไม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าภายใต้แจ็คเก็ตหนังและท่าทีกวนโอ๊ย พวกเขามีจิตวิญญาณของนักดนตรีป๊อปชั้นเยี่ยมซ่อนอยู่

เมื่อความรักไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นเรื่องของ “อารมณ์”

แก่นแท้ที่ทำให้ Mardy Bum ยังคงความคลาสสิกมาตลอด 2 ทศวรรษ คือการที่มันพูดถึง “ความอดทน” ในความรัก เนื้อเพลงไม่ได้เรียกร้องให้ฝ่ายหญิงเลิกงี่เง่า แต่เป็นการตัดพ้อด้วยความเข้าใจ ว่าถึงแม้ตอนนี้เธอจะทำหน้าบึ้งตึง (silent disappointment face – สำนวนแสลงที่ Alex เลือกใช้ได้อย่างแสบสันต์) แต่เขาก็ยังจำช่วงเวลาดีๆ ได้เสมอ มันคือเพลงรักของคนธรรมดาที่ความสัมพันธ์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยการกระทบกระทั่ง การเงียบใส่กัน และการพยายามประคับประคองความรู้สึกให้ผ่านพ้นวันแย่ๆ ไปได้ ซึ่งนี่คือความรักในโลกแห่งความเป็นจริงที่จับต้องได้มากกว่านิยายเล่มใด

Mardy Bum ไม่ใช่แค่เพลง แต่มันคือจดหมายเหตุของความสัมพันธ์วัยรุ่นอังกฤษยุค 2000s ที่ส่งผ่านกาลเวลามาถึงคนฟังยุคปัจจุบัน เตือนใจเราว่าภายใต้ความขี้งอนและความไม่เข้าใจ ความรักยังคงซ่อนตัวอยู่ตรงนั้นเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมอง “หน้าบึ้งๆ” หรือเลือกจะจำ “อ้อมกอดในห้องครัว” มากกว่ากัน

แปลเนื้อเพลง: Mardy Bum – Arctic Monkeys

Now then, Mardy Bum | เอาล่ะ ว่าไงจ๊ะ แม่คนขี้งอน
I’ve seen your frown and it’s like looking down the barrel of a gun | ผมเห็นคุณทำหน้าบึ้งใส่ แล้วมันเสียวสันหลังวาบเหมือนกำลังจ้องปากกระบอกปืนเลย
And it goes off | แล้วระเบิดอารมณ์ก็ตูมตามออกมา
And out come all these words | ถ้อยคำสารพัดพรั่งพรูออกมาไม่หยุด
Oh, there’s a very pleasant side to you | โธ่… จริงๆ แล้วคุณมีมุมที่น่ารักมากอยู่นะ
A side I much prefer | เป็นมุมที่ผมชอบมากกว่าตั้งเยอะ

It’s one that laughs and jokes around | มุมที่คุณหัวเราะและปล่อยมุกตลกไปเรื่อย
Remember cuddles in the kitchen yeah? | จำตอนที่เรากอดกันในห้องครัวได้ไหม?
To get things off the ground | ตอนที่เรื่องราวของเราเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นน่ะ
And it was up, up and away | ตอนนั้นทุกอย่างมันพุ่งทะยานไปได้สวย
Oh, but it’s right hard to remember that | เฮ้อ แต่ตอนนี้มันช่างยากเหลือเกินที่จะจำภาพนั้นได้
On a day like today when you’re all argumentative | ในวันที่เป็นแบบวันนี้ วันที่คุณจ้องแต่จะหาเรื่องทะเลาะ
And you’ve got the face on | แล้วคุณก็ปั้นหน้าปั้นตาใส่ผม

Well, now then, Mardy Bum | เอาล่ะ พอเถอะนะ แม่คนขี้งอน
Oh, I’m in trouble again, aren’t I? | ผมงานเข้าอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย?
I thought as much | กะไว้แล้วเชียว
‘Cause you turned over there | เพราะคุณเล่นพลิกตัวหนีไปทางโน้น
Pulling that silent disappointment face | แล้วทำหน้าผิดหวังแบบเงียบๆ กดดันใส่ผม
The one that I can’t bear | ไอ้สีหน้าแบบนั้นแหละที่ผมทนไม่ไหวจริงๆ

Can’t we just laugh and joke around? | เรากลับมาหัวเราะและล้อเล่นกันเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ?
Remember cuddles in the kitchen, yeah? | จำตอนที่เรายืนกอดกันในครัวได้ไหมล่ะ?
To get things off the ground | เพื่อให้ทุกอย่างมันดีขึ้นเหมือนตอนเริ่มคบกันไง
And it was up, up and away | ตอนนั้นกราฟความรักเรามันพุ่งขึ้นสุดๆ
Oh, but it’s right hard to remember that | แต่ให้ตายสิ มันยากจริงๆ ที่จะนึกถึงความรู้สึกนั้น
On a day like today when you’re all argumentative | ในวันแบบนี้ วันที่คุณเอาแต่เถียงฉอดๆ
And you’ve got the face on | แล้วก็ทำหน้าบึ้งตึงใส่กัน

Yeah, I’m sorry I was late | โอเคๆ ผมขอโทษที่ผมมาสาย
Well, I missed the train and then the traffic was a state | ก็ผมตกรถไฟ แล้วการจราจรมมันก็วิกฤตสุดๆ
And I can’t be arsed to carry on in this debate | และผมก็ขี้เกียจจะมานั่งเถียงเรื่องนี้ต่อแล้วด้วย
That reoccurs, oh, when you say I don’t care | เรื่องเดิมๆ ที่วนมาซ้ำซาก เวลาคุณหาว่าผมไม่สนใจ
But of course I do, yeah, I clearly do | แต่ผมสนสิ ผมแคร์คุณจะตาย เห็นๆ กันอยู่

So laugh and joke around | งั้นมาหัวเราะและล้อเล่นกันเถอะนะ
Remember cuddles in the kitchen, yeah? | จำตอนกอดกันกลมในครัวได้ใช่ไหม?
To get things off the ground | ให้มันช่วยจุดประกายความรักเราอีกครั้ง
And it was up, up and away | มันเคยดีงามขนาดไหน จำได้ไหม
Oh, but it’s right hard to remember that | แต่มันยากจังที่จะย้อนนึกถึงภาพนั้น
On a day like today when you’re all argumentative | ในวันที่คุณเอาแต่ชวนทะเลาะแบบนี้
And you’ve got the face on | พร้อมกับทำหน้าบอกบุญไม่รับใส่ผมแบบนี้ไง

แสดงความคิดเห็น : Kitchen Rai

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Optimized by Optimole